เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า•ตอนที่ 42

บทที่ 42

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าเป็นคนโง่... ข้าแค่บอกว่าต่อให้ลิงป่าบนยอดเขาเอาไม้ไผ่มาแทงมั่วๆ ยังออกกระบวนท่าได้มีศิลปะกว่าที่เจ้ากำลังทำอยู่ต่างหาก" เสียงหัวเราะเบาๆ ที่เจือกลิ่นสุราหมักร้อยปีลอยละลิ่วอยู่เหนือยอดสนพันปี ลู่เฉินเอนกายพิงลำต้นหนาอย่างไร้กระดูก มือข้างหนึ่งถือไหเหล้าเคลือบดินเผาที่พร่องไปครึ่งหนึ่ง นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นกวาดมองดูความพินาศย่อยยับตรงหน้าด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายปนขบขัน เบื้องล่างของเขาคือลานหินกว้างที่บัดนี้เต็มไปด้วยซากศพและคราบโลหิตสีคล้ำ ลูกน้องระดับล่างของพรรคมารโลหิตนับร้อยนายต่างนอนระเกะระラค ขาดใจตายโดยไม่ทันได้กรีดร้องด้วยซ้ำ ทว่าผู้ที่ลงมือกลับไม่ใช่ยอดฝีมือที่ไหน แต่เป็นสตรีร่างบางในชุดกระโปรงสีเขียวเข้มที่กำลังยืนหอบหายใจน้อยๆ อยู่กลางลาน เหมยหลินปาดเหงื่อออกจากหน้าผากด้วยหลังมือ ใบหน้าหวานล้ำบัดนี้เปื้อนไปด้วยคราบเขม่าและละอองเลือด นางจ้องมองกระบี่ในมือที่สั่นระริกเล็กน้อย ก่อนจะหันขวับมาถลึงตาใส่บุรุษขี้เกียจที่ยังคงนั่งเอกเขนกจิบเหล้าหน้าตาเฉย "ถ้าท่านยังมีเวลามาวิจารณ์ฝีมือกระบี่ของข้า..." เหมยหลินกัดฟันกรอด น้ำเสียงลอดไรฟันด้วยความเคืองแค้น "ช่วยกรุณากวาดตามองไปรอบๆ สี่ทิศด้วยเถอะว่าพวกมันยกโขยงกันมาอีกกี่สิบกองร้อยแล้ว!" ลู่เฉินถอนหายใจยาวเหยียดราวกับโลกใบนี้ช่างภาระหนักอึ้ง เขายกไหเหล้าขึ้นซดอีกอึกใหญ่ ปล่อยให้รสชาติร้อนแรงบาดคอเล่นงานความกระหาย ก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวลงยืนบนพื้นหินอย่างเกียจคร้าน "เจ้าก็ใจร้อนเกินไปศิษย์น้อง..." ลู่เฉินยิ้มบางๆ แววตาคมกริบที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสะลืมสะลือพลันเปล่งประกายเยียบเย็นขึ้นมาวูบหนึ่ง "คนพวกนี้... ไม่ได้มาเพื่อสู้กับเราตั้งแต่แรกแล้ว" สิ้นคำพูดของเขา บรรยากาศรอบด้านก็พลันเปลี่ยนเป็นหนทึบ ไอสังหารสีดำทะมึนพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินราวกับหมอกพิษ ต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉาลงในพริบตา กลิ่นอายคาวเลือดตลบอบอวลจนน่าคลื่นไส้ เงาร่างนับสิบสายพุ่งแหวกอากาศลงมาล้อมรอบทั้งสองไว้ในรัศมีสามสิบวา ทุกคนล้วนสวมหน้ากากกระดูกสัตว์และถืออาวุธอาบยาพิษ "ลู่เฉิน... ในที่สุดเจ้าก็จนมุม" เสียงแหบพร่าคล้ายแผ่นเหล็กเสียดสีกันดังขึ้นมาจากบุรุษร่างสูงโปร่งผู้หนึ่ง สวมชุดคลุมยาวสีเลือด ปล่อยผมยาวสยายปิดบังใบหน้าครึ่งซีก ข้างกายของมันมีไอปราณสีแดงฉานหมุนวนคล้ายพายุหม่อมพาล มันคือหนึ่งในเจ็ดทูตโลหิตแห่งพรรคมาร ผู้มีวิชาดูดกลืนพลังชีวิตอันเลื่องลือ ลู่เฉินกะพริบตาปริบๆ ทำท่าทีตกใจเกินจริงจนน่าหมั่นไส้ "โอ้... ถึงกับส่งระดับผู้นำมารับรองข้าถึงที่นี่เชียวหรือนี่? ช่างเกรงใจกันเสียจริง... แต่ว่านะ..." เขาเอียงคอเล็กน้อย ยิ้มยิงฟันขาว "พวกท่านไม่คิดว่าชุดสีแดงนี่มันเชยไปหน่อยรึ? ยิ่งช่วงนี้ใกล้หน้าหนาวแล้ว ใส่สีนี้มันดูเหมือนกุ้งต้มสุกเกินไปนะว่าไหม" ทูตโลหิตแค่นเสียงฮึดฮัดด้วยความโกรธเกรี้ยว ปราณโลหิตรอบกายระเบิดออกจนพื้นหินแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ "ปากดีนัก! วันนี้ต่อให้เจ้ามีวิชาเซียนเทียมฟ้ามาจากไหน ก็ต้องกลายเป็นปุ๋ยบำรุงวิชาให้แก่ข้า!" "วิชาข้ามีไว้ดื่ม ไม่ได้มีไว้เป็นปุ๋ย..." ลู่เฉินพึมพำเบาๆ พร้อมกับสะบัดข้อมือ พรึบ! พัดกระดาษเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของเขาโดยไม่มีใครทันสังเกตเห็นว่ามันถูกชักออกมาจากที่ใด เหมยหลินที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบถอยฉากออกไปสามก้าว นางรู้ดีว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ศิษย์พี่จอมขี้เกียจผู้นี้กางพัดออก โลกสงบสุขมักจะจบลงเสมอ "ระวังตัวด้วย..." เหมยหลินกระซิบเตือน แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเก่งกาจเพียงใด แต่ศัตรูในครั้งนี้กลับแผ่กลิ่นอายแปลกประหลาดที่ทำให้นางรู้สึกหนสันหลังวาบ "ข้าไม่เคยประมาท... ยกเว้นเรื่องหาเงินซื้อเหล้า" ลู่เฉินตอบกลับหน้าตาย พัดในมือถูกสะบัดออกเบาๆ เพียงหนึ่งครั้ง! ตูมมม! คลื่นพลังลมที่มองไม่เห็นพุ่งทะยานออกไปราวกับมังกรคำราม มันไม่ใช่พลังปราณรุนแรงที่ทำลายล้างทุกสิ่งแบบที่พวกพรรคมารคุ้นเคย แต่มันคือคลื่นกระแสลมที่หมุนวนด้วยความเร็วสูง สร้างแรงกดดันมหาศาลจนทูตโลหิตและสมุนทั้งหมดต้องทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว "อึก! วิชาบ้าอะไรกัน..." ทูตโลหิตหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพลายเต็มใบหน้า แรงกดดันนี้หนักหน่วงราวกับภูเขาไท่ซานกดทับลงบนกระดูกสันหลัง ลู่เฉินก้าวเท้าเดินเข้าไปหาช้าๆ ทีละก้าว สองมือไขว้หลัง ท่าทางสบายๆ ราวกับกำลังเดินเล่นชมสวนดอกไม้ในยามบ่าย "พวกเจ้าคงคิดว่า แผนการใช้ค่ายกลโลหิตดึงดูดพลังจากทั่วหุบเขาจะทำให้ข้าจนมุมสินะ? น่าเสียดาย..." เขาหยุดยืนห่างจากทูตโลหิตเพียงแค่เอื้อมมือ "เหล้าดีๆ ของข้าหกไปครึ่งไหเพราะพวกเจ้ามารบกวน... เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก" "ฆ่า... ฆ่ามัน!" ทูตโลหิตแผดเสียงสั่งการด้วยความหวาดกลัว สมุนที่เหลือฝืนใจพุ่งเข้าใส่สุดชีวิต แต่ลู่เฉินเพียงแค่ปัดพัดในมือออกไปเบาๆ อีกครั้ง วู้มมม—! ร่างของสมุนพรรคมารนับสิบกระเด็นลอยละลิ่วหายลับไปในความมืดราวกับใบไม้ปลิวตามลม ไม่มีแม้แต่เสียงร้องโหยหวน มีเพียงความเงียบงันที่เข้าปกคลุมพื้นที่ ทูตโลหิตเบิกตากว้างด้วยความสิ้นหวัง มันตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า ระยะห่างระหว่างพวกมันกับบุรุษผู้นี้ไม่ใช่แค่ฟ้ากับเหว แต่มันคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตายที่ไม่มีวันเอื้อมถึง "เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่? คนของพรรคมารเราไม่เคยมีบันทึกว่ามีตัวประหลาดเช่นเจ้าอยู่ในยุทธภพ!" ทูตโลหิตเค้นเสียงถาม เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก ลู่เฉินยิ้มรับ รอยยิ้มนั้นดูอบอุ่นและเป็นมิตร ทว่ากลับทำให้คนมองรู้สึกหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ "ข้าก็แค่... คนขายสุราจรจัดที่ผ่านมาแถวนี้เท่านั้นเอง" ลู่เฉินย่อตัวลงกระซิบข้างหูอีกฝ่าย "แต่อาจารย์ของข้า... เคยสั่งสอนเอาไว้ว่า หากเจอสุนัขบ้าที่ชอบกัดคนอื่นไปทั่ว สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การเจรจา..." เขายืดตัวขึ้น ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าเบาๆ "...แต่เป็นการตีให้ตายคาที่ เพื่อไม่ให้มันไปสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอีก" พริบตาที่ลู่เฉินสะบัดพัดปิดลง ทูตโลหิตยังไม่ทันได้เปล่งเสียงร้องขอชีวิต ร่างทั้งร่างก็แตกสลายกลายเป็นละอองฝุ่นสีแดงจางหายไปกับสายลม สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้มาก่อน เหมยหลินมองภาพตรงหน้าด้วยความทึ่ง แม้จะชินชากับความเก่งกาจของศิษย์พี่ผู้นี้แล้ว แต่วิชาที่ไร้ร่องรอยและเด็ดขาดถึงเพียงนี้ นางก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุก "จัดการเสร็จแล้ว..." ลู่เฉินบิดขี้เกียจส่งเสียงดังกรอบแกรบ หันมาส่งยิ้มกวนประสาทให้ศิษย์น้อง "ทีนี้... ได้เวลาไปหาโรงเตี๊ยมดีๆ นั่งดื่มเหล้าต่อเสียที เจ้าว่าไหมศิษย์น้อง" เหมยหลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ เก็บกระบี่เข้าฝัก "ท่านนี่นะ... เรื่องกินเรื่องเที่ยวไวเป็นที่หนึ่งเสมอ" นางกำลังจะก้าวเดินตามหลังเขาไป ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายลมยามค่ำคืนก็พัดวนกลับมาอย่างผิดธรรมชาติ กลิ่นอายจางๆ ของดอกอู๋ทงที่ควรจะเหี่ยวเฉาไปแล้วกลับหอมฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยปรากฏแสงจันทร์กระจ่าง พลันถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดสนิทในพริบตา เงาร่างหนึ่ง... ก้าวออกมาจากความว่างเปล่าตรงหน้าพวกเขาอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีแม้แต่แรงกดดันปราณใดๆ ทว่าเมื่อร่างนั้นเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นดวงตาคู่คมกริบภายใต้หมวกสานปีกกว้าง ลู่เฉินที่เคยมีท่าทีสบายๆ มาตลอด กลับชะงักฝีเท้าลงทันที รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง ร่างกายเกร็งแน่นโดยสัญชาตญาณ "ไม่ได้พบกันนานนะ... ศิษย์พี่ใหญ่" เสียงทุ้มนุ่มลึกเอ่ยขึ้น พร้อมกับประกายกระบี่สีเงินยวดยวงที่ถูกชักออกจากฝักอย่างเชื่องช้า แต่มันกลับตัดขาดมิติรอบตัวออกเป็นสองส่วนได้อย่างง่ายดาย! ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "เซียนสุราเมามาย" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%