“เปิดประตูเถอะรวินท์... เรามีเรื่องที่ต้องสะสางกันนานแล้วนะลูก”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านบานประตูไม้โอ๊คหนาหนักนั้น ไม่ได้ทำให้รวินท์รู้สึกถึงความอบอุ่นของคำว่า ‘พ่อ’ เลยสักนิด ตรงกันข้าม มันกลับเย็นเยียบราวกับเข็มน้ำแข็งที่ทิ่มแทงลงบนกระดูกสันหลัง รวินท์ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังบานประตู มือขวาที่กำลูกบิดไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปนสั่นระริก สัญชาตญาณดิบในตัวเขากำลังกรีดร้องบอกว่าสิ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นไม่ใช่ ‘ครอบครัว’ แต่คืออดีตที่เขาฝังมันไว้ในหลุมศพเมื่อสิบปีก่อน
“ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ” รวินท์เค้นเสียงตอบกลับไป เสียงของเขาสั่นพร่าแต่ยังคงความเด็ดขาดเอาไว้ “ออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ผมจะโทรแจ้งตำรวจ”
“ตำรวจเหรอ?” เสียงหัวเราะแผ่วเบาและแหบพร่าดังขึ้นอีกฝั่ง “ความผิดบาปที่ครอบครัวเราสร้างไว้... ตำรวจหน้าไหนจะมาล้างให้ได้ล่ะ รวินท์? แกหนีความจริงได้ แต่แกหนี ‘เลือด’ ในกายแกไม่พ้นหรอก”
เสียงฝีเท้าหนักๆ เริ่มถอยห่างออกไป รวินท์ผ่อนลมหายใจยาว ความเงียบงันในอพาร์ตเมนต์ที่เคยสงบสุขกลับกลายเป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุด เขาเดินไปที่หน้าต่าง บานกระจกสะท้อนใบหน้าซีดเผือดของเขาภายใต้แสงไฟสลัวจากท้องถนนข้างล่าง รวินท์ตัดสินใจหยิบเสื้อแจ็กเก็ตตัวหนาแล้วคว้ากุญแจรถ เขาต้องไปหาศิลา... ในสถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ มีเพียงศิลาเท่านั้นที่พอจะรับฟังและช่วยปะติดปะต่อเรื่องราวที่แตกสลายนี้ได้
เมื่อก้าวพ้นประตูอพาร์ตเมนต์ กลิ่นอับชื้นของทางเดินแคบๆ ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นผิดปกติ แสงไฟนีออนบนเพดานกะพริบถี่ๆ ดั่งสัญญาณเตือนภัยที่เขามองข้ามไป รวินท์เร่งฝีเท้าไปยังที่จอดรถใต้ดิน ทว่าทันทีที่เขาเลี้ยวเข้าสู่มุมมืดของลานจอด เสียงรองเท้าหนังที่เหยียบลงบนเศษแก้วก็ดังสะท้อนก้องขึ้น
*เคร้ง...*
รวินท์หยุดชะงัก หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เขาไม่ได้อยู่คนเดียว
“คุณตามผมมาทำไม?” รวินท์ตะโกนก้องในความมืด พยายามรวบรวมสติให้มั่นคงที่สุด แม้ขาจะแทบไร้เรี่ยวแรง
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบที่กดทับลงมาจนหายใจไม่ออก ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากด้านหลังด้วยความเร็วที่เหนือคาด รวินท์เบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ แต่แรงกระแทกจากท่อนเหล็กหนักๆ ก็ฟาดเข้าที่หัวไหล่ของเขาจนล้มลงไปกองกับพื้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างราวกับถูกไฟคลอก
“แกคิดว่าจะหนีพ้นงั้นเหรอ?” เสียงที่คุ้นเคยจากหน้าประตูห้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันอยู่ใกล้จนเขาได้กลิ่นบุหรี่ฉุนกึกจากตัวคนตรงหน้า
รวินท์พยายามยันตัวขึ้น แต่รองเท้าบูทหนักๆ ก็เหยียบลงบนข้อมือของเขาจนต้องร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เขาเงยหน้ามองร่างที่ยืนตระหง่านอยู่ภายใต้แสงสลัว คนผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากชายที่เขาสูญเสียไปในความทรงจำ... ผู้เป็นพ่อที่ควรจะตายไปแล้วในอุบัติเหตุไฟไหม้เมื่อสิบปีก่อน ใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นลึกพาดผ่านดวงตาข้างหนึ่งดูน่าเกลียดน่ากลัวกว่าที่เขาจินตนาการไว้หลายเท่า
“แกมันก็แค่หมากตัวหนึ่ง รวินท์” ชายผู้นั้นก้มลงมองเขาด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเมตตา “หน้าที่ของแกคือการกลับไปรับ ‘มรดก’ ที่แกพยายามหนีมาตลอดสิบปี ถ้าแกไม่ยอมเซ็นเอกสารพวกนั้น... ฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้แกมีชีวิตอยู่ดูวันพรุ่งนี้อีกต่อไป”
รวินท์กัดฟันแน่น ความเจ็บปวดที่หัวไหล่และข้อมือพยายามดึงให้เขาสลบไป แต่นัยน์ตาของเขายังคงจ้องมองชายตรงหน้าอย่างไม่ยอมแพ้ “มรดกที่ว่า... มันคือชีวิตของคนบริสุทธิ์กี่คนกันล่ะ ที่คุณแลกมาด้วยความอำมหิตแบบนี้!”
ชายผู้นั้นหัวเราะร่วน ก่อนจะควักมีดพกขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แสงสะท้อนจากคมมีดวับวาวบาดตา “ความบริสุทธิ์มันก็แค่คำที่คนอ่อนแอเอาไว้ปลอบใจตัวเอง”
จังหวะที่คมมีดกำลังจะปักลงมาที่ไหล่อีกข้างของรวินท์ เสียงรถยนต์คันหนึ่งเบรกเอี๊ยดเข้าสู่ที่จอดรถ เสียงเปิดประตูและฝีเท้าที่วิ่งรี่เข้ามาทำให้ชายแปลกหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง รวินท์ใช้จังหวะที่อีกฝ่ายเสียสมาธิ รวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายถีบเข้าที่ยอดอกของชายคนนั้นจนเซถอยหลังไป
“รวินท์! หยุดนะ!”
เสียงของศิลาดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นในมือถือขาตั้งกล้องเหล็กแน่น แต่สิ่งที่ทำให้รวินท์ช็อกจนตัวแข็งไม่ใช่การมาถึงของศิลา แต่เป็นสิ่งที่เขาเห็นจากเงาสะท้อนในกระจกมองข้างรถยนต์ที่อยู่ใกล้ๆ
ร่างของชายแปลกหน้าที่เพิ่งลุกขึ้นยืนนั้น ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่ยังมีเงาร่างอีกสองคนยืนดักซุ่มอยู่หลังเสาปูน โดยที่ศิลาไม่มีทางเห็นพวกเขาเลย รวินท์พยายามจะตะโกนเตือน แต่เลือดที่ไหลซึมจากบาดแผลทำให้เสียงของเขาแหบพร่าและติดขัด
ขณะที่ศิลาวิ่งเข้ามาใกล้รวินท์ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ชายที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาก็เริ่มขยับตัว... พร้อมกับเสียงปืนเก็บเสียงที่ดังขึ้นเบาๆ หนึ่งนัด รวินท์เบิกตากว้างเมื่อเห็นศิลาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเขา โดยที่มือของศิลาวางอยู่บนแผ่นอกของตัวเอง และมีรอยเลือดสีแดงฉานค่อยๆ ซึมผ่านเสื้อเชิ้ตสีขาวออกมาอย่างรวดเร็ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นนี้ และหวังว่าท่านจะยังคงเป็นกำลังใจให้รวินท์และศิลาต่อไปนะครับ - สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 20
ค่ำคืนที่อันตราย
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!