สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 21

การรักษาแผลกายและใจ

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
“วางมือลงเถอะครับศิดา... ผมไม่ได้เปราะบางขนาดต้องให้ใครมาประคบประหงมถึงเพียงนี้” รวินท์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าทว่ายังคงความเยือกเย็นไว้ได้เช่นเคย มือหนาพยายามจะดึงผ้าพันแผลจากมือเรียวบางของหญิงสาว แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักเมื่อศิดาเงยหน้าขึ้นมอง สบตากับเขาด้วยแววตาที่ไม่ได้มีความสงสารเจือปน แต่มันคือความแน่วแน่ที่เขามักจะแพ้ทางเสมอ “ถ้าคุณคิดว่าการดูแลตัวเองคือความเข้มแข็ง งั้นความโง่เขลาคงเป็นสิ่งที่นิยามตัวคุณได้ดีที่สุดในตอนนี้” ศิดาตอบกลับ เธอไม่ได้หยุดมือ เธอกลับบรรจงแต้มน้ำยาล้างแผลลงบนรอยแผลเป็นที่พาดผ่านหัวไหล่กว้างนั้นอย่างเบามือที่สุด “แผลภายนอกน่ะมันรักษาไม่ยากหรอกครับรวินท์ แต่แผลในใจที่กัดกินคุณอยู่เงียบๆ ต่างหากที่กำลังจะฆ่าคุณให้ตายทั้งเป็น” รวินท์นิ่งเงียบ กลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ลอยแตะจมูกไม่ได้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นแม้แต่น้อย กลับกัน มันยิ่งกระตุ้นความทรงจำในคืนที่เขาสูญเสียทุกอย่างไป เสียงกระจกแตก เสียงกรีดร้อง และความว่างเปล่าที่ตามมา มันยังคงวนเวียนอยู่ในโสตประสาทเหมือนคลื่นใต้น้ำที่รอวันปะทุ ภายในห้องพักเล็กๆ ของบ้านพักตากอากาศปลายฟ้า บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเสียงฝนที่เพิ่งเริ่มโปรยปรายกระทบหลังคาสังกะสีเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ศิลาที่นั่งอยู่มุมห้องถือพู่กันค้างไว้เหนือกระดานวาดรูป เขาไม่ได้วาดภาพทิวทัศน์เหมือนเคย แต่เขากำลังสเก็ตช์ภาพของชายหนุ่มที่นั่งหลังขดหลังแข็งอยู่ตรงหน้า เส้นสายที่เขาตวัดลงบนกระดาษมีความบิดเบี้ยวและมืดมนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ศิลา” รวินท์เรียกคนน้อง “นายกำลังวาดอะไร” ศิลาไม่ตอบในทันที เขาค่อยๆ วางพู่กันลง ก่อนจะลุกขึ้นเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียง สายตาของเขามองไปที่รอยแผลของรวินท์ด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก “ผมกำลังวาดสิ่งที่ผมเห็นข้างในตัวพี่ครับ... สิ่งที่พี่ยอมให้ความเจ็บปวดกลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ จนพี่หลงลืมไปแล้วว่าพี่มีสิทธิ์ที่จะหายใจเพื่อตัวเองบ้าง” “โลกของผมไม่ได้มีพื้นที่สำหรับคำว่าสิทธิ์หรอกนะ” รวินท์แค่นยิ้มที่มุมปาก มือที่ว่างอยู่อีกข้างกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “ชีวิตของผมมันพังไปตั้งแต่วันที่ผมรักษาใครไม่ได้แม้แต่คนเดียว” ศิดาชะงักมือไปครู่หนึ่ง เธอถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ขึ้นจนลมหายใจของเธอปะทะเข้ากับไหล่ของเขา “คุณไม่ได้รักษาใครไม่ได้รวินท์ คุณแค่แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าแล้วหวังว่ามันจะไม่มีวันถล่มลงมา แต่ดูสิ... สุดท้ายคุณก็เป็นแค่คนธรรมดาที่มีเลือดเนื้อ มีความเจ็บปวด และมีความต้องการที่จะหลุดพ้น” เธอดึงผ้าพันแผลม้วนใหม่ขึ้นมาพันรอบไหล่เขาอย่างคล่องแคล่ว สัมผัสของเธอแผ่ความอบอุ่นเข้ามาในจิตใจที่หนาวเหน็บของรวินท์อย่างประหลาด เขาพยายามจะปฏิเสธสัมผัสนั้น แต่ลึกๆ ในใจกลับโหยหาความอ่อนโยนนี้มาตลอดหลายปี “ศิดา... ทำไมต้องเป็นคุณ” เขาถามเบาๆ “เพราะถ้าไม่ใช่ฉัน แล้วจะเป็นใครในโลกที่เหี้ยมโหดใบนี้อีกล่ะครับที่จะกล้าดึงคุณออกมาจากกรงขังที่คุณสร้างขึ้นเอง” เธอตอบโดยไม่มองหน้าเขา แต่รวินท์รับรู้ได้ถึงความสั่นไหวในน้ำเสียงนั้น ในจังหวะที่ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ศิลาก็เดินไปหยิบรูปวาดที่เขาสเก็ตช์เสร็จแล้วมาวางบนตักของรวินท์ ภาพนั้นไม่ใช่ภาพคน แต่เป็นภาพของเงาสีดำขนาดใหญ่ที่กำลังกอดร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งไว้แน่น โดยมีสายโซ่ที่พันธนาการไว้รอบข้อมือของชายคนนั้นจนเลือดซิบ รวินท์มองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ มันคือความจริงที่เขาพยายามปิดซ่อนมาโดยตลอด ความจริงที่ว่าเขาไม่ได้ถูกบังคับให้เจ็บปวด แต่เขาเลือกที่จะล่ามโซ่ตัวเองไว้กับอดีตเพราะเขากลัว... กลัวว่าหากวันหนึ่งเขาหายดี ความทรงจำเกี่ยวกับคนที่เขารักจะเลือนหายไปพร้อมกับบาดแผลเหล่านี้ “ผมไม่ได้อยากลืมนะ ศิลา” รวินท์พึมพำ “แต่พี่ก็ไม่จำเป็นต้องฝังตัวเองลงไปพร้อมกับพวกเขาด้วยนี่ครับ” ศิลาตอบพลางวางมือลงบนบ่าอีกข้างของเขา “การหายดีไม่ใช่การลบอดีต แต่คือการยอมรับว่าเรายังต้องก้าวเดินต่อไป... แม้ในวันที่ขาของเรายังสั่นเทาอยู่ก็ตาม” ขณะที่รวินท์กำลังจะอ้าปากโต้ตอบ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างรุนแรงและฉับพลัน ทั้งสามคนสะดุ้งตัวขึ้นพร้อมกัน ศิดารีบเก็บอุปกรณ์ทำแผลอย่างรวดเร็ว ในขณะที่รวินท์ขยับตัวลงจากเตียงด้วยความระมัดระวัง แม้บาดแผลจะยังปวดแปลบอยู่ก็ตาม “ใครมาในเวลาแบบนี้” ศิลาขมวดคิ้วเดินไปที่ประตู “อย่าเปิด” รวินท์สั่งเสียงเข้ม เขาคว้าเสื้อคลุมมาสวมทับบาดแผลอย่างลวกๆ ก้าวไปยืนหลบมุมข้างประตู มือขวาเอื้อมไปหยิบมีดพกที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงโดยสัญชาตญาณ ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจแง้มประตูออกเพียงเล็กน้อย ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังบานประตูนั้นกลับไม่ใช่ใครที่เขารู้จัก แต่เป็นซองจดหมายสีขาวสะอาดตาที่ถูกสอดไว้ใต้ประตู บนหน้าซองไม่มีชื่อผู้ส่ง มีเพียงลายมือที่คุ้นตาของใครบางคนที่รวินท์ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอีก รวินท์เบิกตากว้างเมื่อเห็นตราประทับสีแดงบนมุมซอง มันคือสัญลักษณ์เดียวกับที่ถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุเมื่อหลายปีก่อน... สัญลักษณ์ของคนที่พรากทุกอย่างไปจากชีวิตเขา ศิดาหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมา ก่อนจะหันมามองรวินท์ด้วยสีหน้าซีดเผือด “รวินท์... นี่มัน...” “ส่งมาให้ผม” รวินท์ยื่นมือสั่นเทาไปรับจดหมายฉบับนั้น ทันทีที่เขาสัมผัสมัน เขารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วร่าง เมื่อเปิดออก สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่จดหมายเตือนภัย แต่เป็นรูปถ่ายใบหนึ่ง... รูปถ่ายของเขากับศิดาในมุมที่ไม่มีใครควรจะถ่ายได้ และข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยปากกาหมึกซึมสีเลือดว่า... “แผลของนายกำลังจะหาย... แต่ฉันเพิ่งจะเริ่ม ‘เปิด’ แผลใหม่ให้เธอ” หวังว่าทุกท่านจะยังคงติดตามและร่วมลุ้นไปกับการตัดสินใจครั้งสำคัญของรวินท์ในตอนต่อไปนะครับ - สเปซโอเดสซีย์
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%