สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 9

ความกลัวของรวินท์

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
แฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มถูกปิดลงด้วยแรงกระแทกที่ไม่หนักหน่วงนัก ทว่ากลับสร้างเสียงสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงันของห้องทำงานอพาร์ตเมนต์สไตล์ลอฟท์ กลิ่นอายของกาแฟดำที่เย็นชืดจนหมดรสชาติลอยอบอวลปะปนกับควันบุหรี่จางๆ ที่รวินท์ไม่ได้แตะต้องมันมาครึ่งชั่วโมงเต็ม นิ้วมือเรียวยาวประสานกันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจับจ้องไปยังผืนผ้าใบบนขาตั้งตรงมุมห้อง—ที่ซึ่งแสงเงายามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครถูกถ่ายทอดออกมาด้วยปลายพู่กันของศิลา มันคือภาพทิวทัศน์เมืองหลวงที่ดูโดดเดี่ยว แต่งดงามด้วยแสงไฟริบหรี่... เหมือนตัวศิลาไม่มีผิด "นายกำลังดึงตัวเองเข้ามาในกองเพลิงที่ฉันเป็นคนจุด, ศิลา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ รวินท์ไม่ได้หันไปมองร่างโปร่งที่กำลังงبيอยู่กับการล้างพู่กันในอ่างล้างมือมุมห้อง เขารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังฟังอยู่ แม้จะไม่มีเสียงตอบรับใดๆ นอกจากเสียงน้ำไหลกระทบอ่างเซรามิก ศิลาสะบัดพู่กันในมือเบาๆ หยดน้ำกระเซ็นกระทบผนังกระเบื้องสีขาว ก่อนที่เจ้าตัวจะหันกลับมา ร่างบางในเสื้อยืดสีพื้นตัวโคร่งเดินช้าๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่หลังโต๊ะทำงาน โดยเว้นระยะห่างพอเหมาะ—ระยะห่างที่รวินท์สร้างขึ้นมาโดยตลอด และศิลาก็เรียนรู้ที่จะเคารพมันเสมอมา "กองเพลิงที่ว่า... มันเผาผลาญนายจนเกือบจะเป็นจุณอยู่แล้วต่างหาก รวินท์" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความหนักแน่นบางอย่างที่ทำให้หัวใจของชายหนุ่มมาดนิ่งกระตุกวูบ "เอกสารพวกนั้น... เกี่ยวกับบริษัทจัดหาทุนของตระกูลอดีตหุ้นส่วนพ่อของนายใช่ไหม? พวกเขาไม่ได้แค่ต้องการฟ้องล้มละลาย... แต่พวกเขากำลังไล่ล่า" รวินท์เงยหน้าขึ้น สบตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง และนั่นคือสิ่งที่เขากลัวที่สุด ความห่วงใยจากศิลาเปรียบเสมือนกระจกเงา สะท้อนให้เห็นความอ่อนแอที่เขาพยายามฝังกลบมันมานานหลายปี นับตั้งแต่คืนวันที่เปลวเพลิงสีส้มกลืนกินบ้านหลังเก่าและครอบครัวของเขาไปต่อหน้าต่อตา รวินท์รอดมาได้ด้วยตัวคนเดียว พร้อมกับความรู้สึกผิดที่กัดกินวิญญาณว่าเขาคือคนที่ช่วยใครไว้ไม่ได้เลย "นายไม่เข้าใจ" รวินท์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับว่างเปล่า "คนพวกนั้นไม่ใช่แค่คู่แข่งทางธุรกิจ พวกมันคือพวกไร้ก้นบึ้ง นายไม่มีทางรู้หรอกว่าความสูญเสียจนไม่เหลืออะไรเลยมันเป็นยังไง... และฉันไม่มีวันยอมให้นายต้องมาแปดเปื้อนกับเรื่องโสโครกนี้เด็ดขาด" "แล้วคิดว่าการที่ฉันต้องนั่งมองนายแบกรับมันไว้คนเดียว แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น... มันง่ายสำหรับฉันนักหรือไง?" ศิลาสาวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว มือเรียวยื่นออกไปหมายจะแตะลงบนหลังมือที่กำเข้าหากันแน่นของรวินท์ แต่ชายหนุ่มกลับชักมือหลบราวกับถูกของร้อน การกระทำนั้นทำให้ชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาคู่สวยไหววูบชั่วขณะก่อนจะกลับมานิ่งสงบ ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าเสียงฟ้าคะนองยามพายุเข้า รวินท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขนดูตึงเครียดขึ้นมาถนัดตา เขารู้ดีว่าปัญหาเรื่องการยักยอกเงินของบริษัทและการข่มขู่คุกคามจากกลุ่มอิทธิพลมืดกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที หลักฐานทั้งหมดอยู่ในแฟ้มนั้น และพวกมันกำลังตามหาตัวเขาเพื่อปิดปาก หากศิลายังคงก้าวเข้ามาพัวพัน ไม่แน่ว่าภาพวาดสวยๆ เหล่านี้อาจถูกแทนที่ด้วยคราบเลือด "กลับไปซะ, ศิลา" รวินท์เอ่ยเสียงเยียบเย็น พยายามซ่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง "กลับไปที่ห้องของนาย ลืมเรื่องคืนนี้ซะ ถือว่าเราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้" "ถ้านี่คือวิธีที่นายปกป้องฉัน..." ศิลาสูดหายใจเข้าลึก แววตาที่เคยอ่อนโยนกลับทอประกายเด็ดเดี่ยวจนน่าตกใจ "นายก็ประเมินฉันต่ำเกินไปแล้ว รวินท์ นายคิดว่าฉันรู้จักแค่วิธีจับพู่กันวาดรูปบนผืนผ้าใบหรือไง? นายไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครได้ยืนเคียงข้างจริงๆ เลยต่างหาก... เพราะนายกลัว" "ใช่! ฉันกลัว!" ในที่สุดรวินท์ก็ระเบิดความอัดอั้นออกมา เสียงตวาดก้องห้องทำงานทำให้เงาตะคุ่มของทั้งคู่บนผนังสะเทือนไหว เขาพุ่งเข้ามาประชิดตัวศิลา มือทั้งสองข้างควบจับหัวไหล่บางเอาไว้แน่น ราวกับต้องการเขย่าให้คนตรงหน้าตื่นจากความดื้อรั้น "ฉันกลัวว่าถ้าวันหนึ่งคนที่ฉันรักต้องตายไปต่อหน้าอีกคน... ฉันจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้อีก! นายคิดว่าฉันทนเห็นภาพเดิมๆ ซ้ำรอยเหรอวะ ศิลา?" ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิด ศิลาไม่ถอยหนีแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวที่เคยถือพู่กัน ค่อยๆ ยกขึ้นสัมผัสแก้มสากของรวินท์อย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นและอ่อนโยนจนกำแพงน้ำแข็งที่รวินท์สร้างไว้พังทลายลงในเสี้ยววินาที "ฉันไม่ใช่ครอบครัวในอดีตของนาย... และฉันไม่ใช่คนอ่อนแอที่นายต้องคอยแบกรับไว้ฝ่ายเดียว" ศิลาเอ่ยกระซิ่วชิดริมฝีปาก "ถ้าพวกมันจะเล่นงานนาย พวกมันก็ต้องข้ามศพฉันไปก่อน" รวินท์ชะงักงัน หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความอบอุ่นจากฝ่ามือของศิลากำลังละลายความหนาเหน็บในอกของเขา ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะโน้มใบหน้าลงไปเพื่อปิดกั้นความหวาดกลัวทั้งหมดด้วยริมฝีปาก เสียงกริ่งหน้าประตูห้องก็ดังขึ้น... *กริ่งงงง!* เสียงนั้นไม่ได้ยาวนาน แต่มันกะทันหันและแหลมคมราวกับเสียงกรีดร้อง ท่ามกลางยามวิกาลที่ไม่มีใครควรจะมาเยือน ทั้งคู่ผละออกจากกันทันที รวินท์หันขวับไปมองหน้าจออินเตอร์คอมที่ติดตั้งอยู่ข้างผนัง หัวใจกระหน่ำซัดด้วยความตื่นตระหนก บนจอภาพขาวดำ กล้องวงจรปิดที่ชั้นล่างเผยให้เห็นร่างของชายฉกรรจ์สามคนในชุดสูทสีเข้มกำลังยืนล้อมรอบประตูลิฟต์ และคนตรงกลางที่เงยหน้าขึ้นมองกล้องด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ... คือคนที่รวินท์จำได้แม่นยำว่าเป็นมือขวาของอดีตหุ้นส่วนผู้ทรงอิทธิพลคนนั้น พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดไว้มาก... และพวกมันรู้ที่อยู่ของที่นี่แล้ว รวินท์หันขวับกลับมามองศิลา แววตาตื่นตระหนกฉายชัดเป็นครั้งแรก "นายรู้ได้ยังไงว่าพวกมันจะมา..." ศิลาเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพบนจอ ก่อนที่รวินท์จะทันได้ตอบคำถาม เสียงทุบประตูดังปัง! สนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังขึ้นจากทางบันไดหนีไฟด้านนอก—ไม่ใช่แค่ข้างล่าง แต่มันประชิดถึงหน้าห้องแล้ว! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความเปราะบางของตัวละครด้วยกันนะครับ — สเปซโอเดสซีย์
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%