สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 8

เงาจากอดีต

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นดินปืนจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝุ่นผงจากเศษกระจกที่ยังคงลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ ท่ามกลางแสงไฟนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ จากเพดานห้องที่สั่นสะเทือน รวินท์ยังคงยืนบังร่างของศิลาไว้มิดชิด ลมหายใจของเขาหอบกระชั้นแต่แววตากลับนิ่งสนิทราวกับผืนน้ำในบึงลึกที่ซ่อนกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกรากไว้เบื้องล่าง ในมือของชายหนุ่มกำเศษโลหะชิ้นหนึ่งไว้แน่นจนมุมคมบาดลึกเข้ากับฝ่ามือ หยดเลือดสีแดงเข้มรินไหลหยดลงสู่พื้นพรมทีละหยด... ทีละหยด แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามรา과จะทะลุอก สามเงาดำที่พุ่งทะลุกระจกเข้ามาเมื่อครู่ไม่ได้สลายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พวกเขายืนตระหง่านราวกับปีศาจที่หลุดออกมาจากขุมนรกแห่งอดีตที่รวินท์พยายามฝังกลบมันมานานหลายปี เงาร่างตรงกลางก้าวออกมาข้างหน้า แสงไฟสลัวสาดกระทบใบหน้าครึ่งซีกเผยให้เห็นรอยแผลเป็นลากยาวจากโหนกแก้มลงมาถึงมุมปาก รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนริมฝีปากแห้งผากนั้น "ไม่เจอกันนานนะ... คุณชายรวินท์" เสียงแหบพร่าเอ่ยทักทายราวกับมัจจุราชทวงหนี้ รวินท์ไม่ตอบ เขากลืนก้อนความขมขื่นลงคออย่างยากลำบาก สายตาคมกริบกวาดมองอาวุธในมือของอีกฝ่าย ปืนสั้นติดกระบอกเก็บเสียงถูกถือไว้อย่างหลวมๆ แต่พร้อมลั่นไกได้ทุกเมื่อ ความหวาดกลัวที่เคยซุกซ่อนอยู่ก้นบึ้งของหัวใจถูกกระชากให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ภาพเหตุการณ์ในคืนเพลิงผลาญเมื่อสิบปีก่อนผุดวาบขึ้นมาในหัว สมองของเขาขาวโพลนไปชั่วขณะ แต่สัญชาตญาณดิบในการเอาตัวรอดก็ตื่นตัวเต็มที่ ด้านหลังของรวินท์ ศิลายังคงมีอาการตัวสั่นเทาเล็กน้อย มือเรียวบางเอื้อมมาแตะชายเสื้อของรวินท์ไว้แน่น ความหวาดกลัวฉายชัดในดวงตากลมโตที่มองเหตุการณ์เบื้องหน้า ศิลปินหนุ่มไม่เคยเผชิญหน้ากับความรุนแรงระดับนี้มาก่อน โลกของเขามีเพียงปลายพู่กันและสีสันบนผ้าใบ แต่วินาทีนี้ โลกทั้งใบกลับสั่นคลอนด้วยเงื้อมมือของคนแปลกหน้าผู้มาพร้อมกับความตาย "พวกแกต้องการอะไร" รวินท์เค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงแหบแห้งแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่แม้แต่ผู้บุกรุกยังต้องชะงักไปชั่วครู่ "ต้องการอะไรอย่างนั้นเหรอ?" ชายแผลเป็นหัวอกในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูน่าขนลุก "นายรู้อยู่แก่ใจดี รวินท์ เงินสิบล้านนั่น... มันถึงกำหนดเวลาไถ่ถอนแล้ว หรือว่านายคิดว่าส่งพวกเราเข้าคุกไปสองคน แล้วเรื่องมันจะจบ? นายคิดผิดมหันต์เลยว่ะ ไอ้หนู" ความกดดันภายในห้องแคบๆ พุ่งสูงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก รวินท์ขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นมา ความจริงอันโหดร้ายตีแสกหน้าเขา เงินจำนวนมหาศาลที่เขาต้องจ่ายเพื่อแลกกับความเงียบ เพื่อแลกกับการไม่ต้องให้ความลับดำมืดในอดีตถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อปกป้องเศษเสี้ยวสุดท้ายของวงศ์ตระกูลที่เหลืออยู่ มันไม่เคยหมดสิ้นไปเสียที ยิ่งจ่าย ยิ่งเหมือนตกนรกทั้งเป็น ยิ่งขุดหลุมฝังตัวเองลึกลงไปทุกที "ฉันไม่มีให้พวกแกแล้ว" รวินท์ตอบเสียงกร้าว ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นที่อัดอั้น "พวกแกสูบเลือดสูบเนื้อฉันไปหมดแล้ว!" "โกหก!" ชายแผลเป็นตะคอกลั่น ก้าวเท้าเข้ามาประชิดอีกสองก้าว ปืนในมือยกขึ้นระดับอก เล็งตรงมาที่รวินท์ "คนอย่างแกมีเงินอยู่ในกองทุนลับตั้งเท่าไหร่ อย่ามาทำเป็นจนตรอก! ถ้าวันนี้ไม่มีเงินโอนเข้าบัญชี หรือไม่มีเพชรเม็ดงามมาวางตรงหน้า ศิลปินหนุ่มหน้าหวานข้างหลังแก... คงต้องเป็นคนจ่ายดอกเบี้ยแทน!" สิ้นคำพูด สายตาดุดันของคนแปลกหน้าก็กวาดเลยผ่านไหล่ของรวินท์ไปหยุดอยู่ที่ศิลา ร่างของศิลปินหนุ่มสะท้านเฮือกด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณบางอย่างบอกรวินท์ว่า คนพวกนี้เหี้ยมเกรียมและพร้อมจะทำตามคำพูดจริงๆ ศิลาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับความผิดบาปในอดีตของเขาเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกผิดพวยพุ่งขึ้นมาผสมปนเปกับความโกรธ "อย่าแม้แต่จะแตะต้องเขา!" รวินท์ก้าวขวางหน้าศิลาไว้มิดชิด ร่างกายของเขาตึงเครียดราวกับคันธนูที่ถูกดึงจนสุดแรง "ถ้าแกอยากได้เงินนัก งั้นก็ฟังให้ดี..." รวินท์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ มือที่กำเศษเหล็กไว้เริ่มมีเลือดไหลซึมลงสู่พื้นพรมสีเข้ม เขากำลังคำนวณความเป็นไปได้ในหัวอย่างรวดเร็ว โอกาสที่จะแย่งปืน โอกาสที่จะพาศิลาหนีออกทางประตูหลัง หรือแม้แต่การยอมจำนนต่อโชคชะตา ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทั้งห้อง เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่บริเวณทางเดินด้านนอก ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนสองคนที่บุกเข้ามาตอนแรก... แต่มันมากมายเสียจนพื้นไม้สนั่นหวั่นไหว ชายแผลเป็นชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นความฉงนปนระแวง เขาสส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องอีกสองคนหันไปคุมเชิงที่ประตูห้อง รวินท์เองก็ขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นกระหน่ำยิ่งกว่าเดิม ใครกันที่มาในเวลานี้? ตำรวจ? หรือว่า... คนของเจ้าหนี้อีกกลุ่มหนึ่ง? ก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว กลอนประตูห้องที่พังเสียหายจากแรงกระแทกก่อนหน้านี้ก็ถูกถีบกระเด็นหลุดออกอย่างแรง บานประตูไม้สักกระแทกผนังเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ร่างของชายสูงวัยในชุดสูทสีเข้ม ไหล่กว้าง และแววตาคมกริบทรงอำนาจก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับบอดี้การ์ดในชุดสูทดำอีกสี่คนที่มีอาวุธครบมือยิ่งกว่ากลุ่มของชายแผลเป็นเสียอีก ความหนาแน่นของบรรยากาศภายในห้องบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก ชายสูงวัยปรายตามองเศษกระจก เลือดบนพื้น และชายแปลกหน้าทั้งสามคนด้วยความเรียบเฉย ก่อนที่สายตาคู่คมกริบนั้นจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่รวินท์ ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มจางๆ ที่ไม่ไปถึงดวงตา "ไงล่ะ รวินท์... หลานรัก" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน "แกคิดจริงๆ เหรอว่าจะหนีพ้นเงาของตระกูลเราไปได้... โดยที่ยังไม่ชำระหนี้ชีวิตที่แกติดค้างไว้?" รวินท์เบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกระแสไฟฟ้าช็อต ศิลาที่หลบอยู่ข้างหลังถึงกับอุทานออกมาเบื้องหน้าความจริงที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ --- *(ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในห้วงอารมณ์นี้ด้วยกัน จากใจ "สเปซโอเดสซีย์")*
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%