คราบกาแฟสีดำสนิทที่แห้งกรังอยู่ก้นแก้วกระเบื้องเคลือบ คือหลักฐานชิ้นเดียวที่บอกว่ารวินท์นั่งจ้องมันมานานแค่ไหนแล้ว ประโยคสั้นๆ ห้วนๆ ที่ลอยเคว้งอยู่ในความเงียบเมื่อคืนยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท *‘พวกมันรู้แล้ว’* มันไม่ใช่เสียงเตือน แต่เป็นคำประกาศิตที่ตีตรึงให้ห้องทำงานรกๆ อบอวลด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นผงกลายเป็นห้องขังที่ไร้กรงขัง
เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าสามครั้ง—ไม่ได้ดัง แต่ชัดเจนและมั่นคง—ดึงรวินท์หลุดจากภวังค์
รวินท์ไม่ได้ขยับตัว เขายังคงนั่งหลังตรงอยู่ในเงาสลัวของโคมไฟตั้งโต๊ะ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ตอบรับ ร่างสูงโปร่งของศิลาผลักประตูเข้ามาโดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต ในมือของศิลปินหนุ่มมีกระดาษห่อขนมปังเก่าๆ และถุงกระดาษสีน้ำตาลที่บรรจุของบางอย่างซึ่งส่งกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วเข้ม
"นายยังไม่ได้นอน" ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แฝงความกังวลลึกซึ้ง ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองสภาพยับเยินของรวินท์ ก่อนจะหยุดลงที่รอยคล้ำใต้ตาของชายหนุ่ม
"ฉันหลับไม่ลง" รวินท์ตอบสั้นๆ สบตากับอีกฝ่ายเพียงเสี้ยววินาทีแล้วเบนหนีไปทางหน้าต่างกระจกที่สะท้อนเงาของพวกเขาเอง "นายไม่น่ากลับมาที่นี่... ศิลา ที่นี่มันอันตรายเกินไปสำหรับคนที่มีแต่ความว่างเปล่าอย่างฉัน"
ศิลาไม่ตอบในทันที เขาวางถุงกระดาษลงบนกองแฟ้มเอกสารเก่าๆ ที่สุมอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงฝั่งตรงข้าม ร่างบางทิ้งตัวพิงพนักอย่างอ่อนล้า มือเรียวยาวแกะห่อกระดาษขนมปังออกเผยให้เห็นครัวซองต์เนยสดที่ยังอุ่นอยู่
"ความว่างเปล่าของนายมีราคาแพงเกินกว่าจะปล่อยให้ใครมาทำลายฟรีๆ นะ รวินท์" ศิลาเลื่อนจานกระดาษไปตรงหน้าชายหนุ่ม "กินซะ นายไม่ได้แตะอะไรเลยตั้งแต่เมื่อวานเที่ยง"
รวินท์มองขนมปังตรงหน้าสลับกับใบหน้าของศิลา แววตาที่มักจะแข็งกระด้างและระแวดระวังภัยอยู่เสมอยามนี้ไหววูบลงเล็กน้อย ความห่วงใยที่แสดงออกมาอย่างไร้การปรุงแต่งของศิลปินหนุ่ม มักจะมีพลังประหลาดในการทะลวงกำแพงน้ำแข็งที่เขาสสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองเสมอ มันทั้งอบอุ่นและชวนให้โหยหาในเวลาเดียวกัน จนน่ากลัว
"นายได้ยินที่ฉันพูดไหม..." รวินท์เสียงแผ่วลง "เมื่อคืนนี้... *พวกมันรู้แล้ว* หมายความว่าทุกอย่างที่เราพยายามซ่อน มันสูญเปล่า"
ศิลานิ่งงันไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มจางๆ ที่มักประดับอยู่มุมปากเลือนหายไป แววตาอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอย่างที่รวินท์ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ศิลายื่นมือออกไป วางทับลงบนหลังมือหนาที่กำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวบนโต๊ะ
สัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วของศิลาส่งผ่านความสั่นเทาเล็กๆ มายังผิวเนื้อ รวินท์สะดุ้งเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ แต่เขาไม่ได้ดึงมือออก
"ถ้ารู้... ก็แค่เริ่มต้นใหม่" ศิลาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง "นายไม่ได้สู้คนเดียว รวินท์ ตั้งแต่วันที่ฉันตัดสินใจวาดรูปภาพชุดนั้น นายก็ดึงฉันเข้ามาในวังวนนี้ด้วยแล้ว... เราถอยไม่ได้อีกแล้ว"
คำว่า *‘เรา’* กระแทกเข้ากลางใจของชายหนุ่มอย่างจัง รวินท์เงยหน้าขึ้นสบตาคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม ในความสลัวของห้องทำงานที่มีเพียงแสงไฟนีออนกะพริบจากป้ายร้านค้าด้านนอกสาดส่องเข้ามา ดวงตาของศิลาไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและความเข้าใจอันลึกซึ้งที่พร้อมจะแบกรับน้ำหนักของอดีตอันมืดมนร่วมกับเขา
ความเงียบโรยตัวลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่กดดันและโดดเดี่ยว มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงกระเพื่อมทางอารมณ์ รวินท์ค่อยๆ พลิกมือกลับ สอดนิ้วประสานเข้ากับมือของศิลาอย่างช้าๆ เป็นครั้งแรกที่เขาเป็นฝ่ายยอมเข้าหา เป็นการยอมจำนนต่อความรู้สึกที่กัดกินหัวใจมาเนิ่นนาน ว่าบางที... การมีใครสักคนอยู่ข้างๆ ในวันที่โลกกำลังจะล่มสลาย อาจไม่ใช่ความอ่อนแออย่างที่เขาเคยหวาดกลัว
ศิลาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อฝ่ามือถูกกุมไว้ แต่แล้วริมฝีปากบางก็คลี่ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
"ถ้าอย่างนั้น..." รวินท์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ น้ำเสียงกลับมาสุขุมแต่หนักแน่นกว่าเดิม "เราต้องไปที่โกดังเก่าริมท่าเรือ ก่อนที่พวกมันจะหาหลักฐานชิ้นสุดท้ายพบ"
ศิลาพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล ทั้งคู่ลุกขึ้นพร้อมกัน ความหวาดระแวงที่เคยเกาะกินจิตใจถูกแทนที่ด้วยความเชื่อใจที่เพิ่งเริ่มก่อตัวและเติบโตอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ รวินท์เอื้อมมือไปหยิบเสื้อโค้ทสีเข้มมาสวม ขณะที่ศิลากำลังจะหันหลังหยิบกระเป๋าเอกสารของตน
*กริ๊ก...*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากด้านนอกระเบียงห้องทำงาน—ระเบียงที่ไม่มีทางเชื่อมต่อกับห้องอื่นเพราะเป็นตึกมุมอับทึบ
ทั้งสองคนแข็งค้างในท่าทาง ศิลาสบตากับรวินท์ในเสี้ยววินาทีที่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัย รวินท์ผลักศิลาหลบไปด้านข้างพร้อมๆ กับที่กระจกหน้าต่างด้านหลังแตกกระจายเสียงดังสนั่น เศษแก้วคมกริบปลิวว่อนราวกับหิมะ ท่ามกลางเงาดำมหึมาสามร่างที่พุ่งทะลุเข้ามาในห้องพร้อมกับอาวุธครบมือ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครครับ — สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 7
แสงแดดที่เริ่มอุ่น
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!