กลิ่นอายความเย็นเยียบของเหล็กกล้าสีดำด้านไม่ได้น่ากลัวเท่ากับความเงียบงันที่แผ่ขยายอยู่ระหว่างพวกเขา
ศิลายังคงยืนนิ่งอยู่ ณ จุดเดิม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนภาพวัตถุในมือของรวินท์—ปืนพกกระบอกเล็กที่ถูกกุมไว้ด้วยข้อนิ้วที่ขาวซีดจากการออกแรงบีบ มันไม่ใช่แค่เครื่องมือสังหาร แต่มันคือตัวแทนของความลับอันหนักอึ้งที่รวินท์แบกรับมาตลอดหลายปี ความลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้ใบหน้าเรียบเฉยและท่าทีสุขุมราวกับไม่มีเรื่องใดสั่นคลอนเขาได้
ไม่มีคำแก้ตัว ไม่มีรอยยิ้มกลบเกลื่อน
รวินท์ค่อยๆ ลดมือลงอย่างช้าๆ ราวกับกลัวว่าการเคลื่อนไหวที่กะทันหันจะทำลายบางสิ่งที่เปราะบางยิ่งกว่าแก้ว เขาวางปืนกระบอกนั้นลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง เสียงกระทบเบาๆ ดังก้องกังวานในความมืดสลัวของห้องสตูดิโอ ก่อนจะเลื่อนมันออกห่างจากตัวเล็กน้อย
"นายคิดว่าฉันเป็นใคร, ศิลา?"
เสียงของรวินท์แหบพร่าและต่ำลึก ยามที่เขาเงยหน้าขึ้นสบตา ศิลาเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกลงไปในดวงคู่นั้น มันไม่ใช่ความหวาดกลัวที่จะถูกตัดสิน แต่เป็นความเหนื่อยหน่ายของการต้องวิ่งหนีบางสิ่ง
"ฉันไม่เคยคิดว่านายเป็นฆาตกร ถ้าือนั่นหมายถึงสิ่งที่นายกำลังกังวล" ศิลาตอบกลับทันที น้ำเสียงของศิลปินหนุ่มสั่นระริกเล็กน้อยแต่หนักแน่นพอที่จะทะลุกำแพงความเย็นชาของอีกฝ่ายได้ "แต่ฉันคิดว่า... นายกำลังใช้ชีวิตอยู่บนปากเหว และนายไม่เคยยอมให้ใครดึงนายขึ้นมาเลยต่างหาก"
รวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มันแห้งแล้งและเต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความเจ็บปวด
"ดึงขึ้นมางั้นเหรอ?" รวินท์ทวนคำ เขาสA่ายหน้าช้าๆ "ไม่มีใครดึงคนจมน้ำที่อยากจะจมดิ่งหรอก ศิลา... นายไม่รู้หรอกว่าข้างล่างนั้นมันมีอะไรบ้าง"
"งั้นก็บอกฉันสิ" ศิลาก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว ระยะห่างที่เคยถูกรักษากฎเกณฑ์ไว้อย่างเหนียวแน่นบัดนี้พังทลายลง เขายื่นมือออกไปหวังจะแตะลงบนไหล่ที่เกร็งเครียดนั้น แต่แล้วก็ชะงักค้างไว้กลางอากาศ "นายเก็บอะไรไว้ข้างในนั้น ทำไมทุกครั้งที่นายมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาของนายถึงเหมือนคนรอคอยการถูกลงทัณฑ์?"
คำถามนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า รวินท์หลับตาลงแน่น กรามของเขาขบเข้าหากันจนสันนูนขึ้น ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้น คืนที่กลิ่นควันไฟและคราบเลือดกลายเป็นความทรงจำเดียวที่เหลืออยู่ คืนที่เขาไม่สามารถปกป้องใครไว้ได้เลยแม้แต่คนเดียว—มันไหลทะลักกลับเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก
"สิบปี..." รวินท์กระซิบ ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด "สิบปีเต็มๆ ที่ฉันตื่นมากลางดึกพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยิน ยกเว้นฉันเอง"
ศิลาเงียบกริบ เขาลดมือลงและตั้งใจฟัง ทุกอณูความรู้สึกของศิลปินผู้มองโลกผ่านปลายพู่กันกำลังซึมซับความร้าวรานที่รวินท์กำลังปลดปล่อยออกมา
"ครอบครัวของฉัน... พวกเขาไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุอย่างที่ข่าวลง" รวินท์ลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำ รื้นไปด้วยหยาดน้ำใสที่ถูกสะกดกลั้นไว้ไม่ให้ร่วงหล่น "มันฝีมือของคนกลุ่มเดิม คนที่คิดว่าพวกเขามีสิทธิ์จะกำหนดว่าใครควรอยู่หรือตาย และฉัน... ฉันคือคนเดียวที่รอดมาได้ เพราะในคืนนั้น ฉันมัวแต่หลบอยู่ใต้เตียง มองดูพ่อกับแม่... มองดูทุกอย่างถูกพรากไปต่อหน้าต่อโดยที่ทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่ก้าวเดียว"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัดเหมือนก่อน หากแต่มันคือความเงียบที่หนักหน่วงด้วยน้ำหนักของความจริง
ศิลาสูดหายใจเข้าลึก ความรู้สึกบีบคั้นในอกทำให้เขาแทบหายใจไม่ออก เขาไม่เคยจินตนาการเลยว่าภายใต้ความนิ่งขรึมและท่าทีราวกับรูปปั้นหินอ่อนของรวินท์ จะซ่อนไฟที่แผดเผาตัวเขาเองให้มอดไหม้มาตลอดทศวรรษ
"แล้วปืนนั่น..." ศิลาเหลือบมองวัตถุสีดำบนโต๊ะ "นายไม่ได้ซื้อมมันมาเพื่อปกป้องตัวเองจากอดีต... แต่รอนำมันไปหาพวกเขาต่างหาก"
รวินท์ไม่ได้ปฏิเสธ ความเงียบของเขาคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
"ฉันมีชีวิตอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพื่อสะสางบัญชีนั้นให้จบ" รวินท์หันมามองหน้าศิลา ตรงไปตรงมา และเด็ดเดี่ยว "และนั่นคือเหตุผลที่ฉันไม่อยากให้นายเข้ามาเกี่ยว นายมีชีวิตของนาย มีผืนผ้าใบ มีสีสันที่สวยงาม นายไม่ควรเอาชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์ของนายมาแปดเปื้อนกับโคลนตมแบบฉัน"
ศิลาส่ายหน้า น้ำตาเม็ดหนึ่งไหลรินอาบแก้มอย่างเงียบเชียบ แต่นัยน์ตาของเขากลับประกายความดื้อรั้นที่รวินท์ไม่เคยเห็นมาก่อน
"นายคิดว่าฉันวาดรูปอะไรมาตลอดชีวิตนี้ล่ะ รวินท์?" ศิลาถาม เสียงสั่นพร่าแต่ชัดเจน "ฉันวาดความมืด เพราะฉันเข้าใจมัน นายคิดว่าฉันกลัวความสกปรกหรือไง? เปล่าเลย... สิ่งที่ฉันกลัวที่สุด คือการเห็นคนที่ฉันใส่ใจต้องยืนอยู่ตรงนั้น... โดยไม่มีใครยืนเคียงข้างเลยต่างหาก"
คำพูดนั้นทำให้รวินท์ชะงัก หัวใจที่ด้านชามานานนับปีสะท้านเฮือก เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของศิลา และในวินาทีนั้นเอง กำแพงทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองก็พังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า
รวินท์ยื่นมือออกไป ช้าๆ และสั่นเทา ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนแก้มของศิลาอย่างแผ่วเบา ราวกับจะพิสูจน์ว่านี่คือความจริง ไม่ใช่ภาพลวงตาจากความฝันที่เขาพบเจอมาตลอดสิบปี
ศิลาหลับตาลงรับสัมผัสอุ่นนั้น เอียงใบหน้าแนบฝ่ามือของรวินท์ราวกับนกน้อยที่โหยหาที่พักพิง ท่ามกลางความมืดมิดและเงาแห่งอดีตที่คอยตามหลอกหลอน สองชีวิตที่แตกต่างราวกับกลางวันและกลางคืนกลับโคจรมาบรรจบกันในจุดที่เปราะบางที่สุด
แต่ทว่า—
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ด้านหลังห้องสตูดิโอดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน ท่าماมกลางความเงียบยามวิกาล มันดังชัดเจนราวกับเสียงฟ้าผ่า
ทั้งสองคนสะดุ้งผละออกจากกัน รวินท์หันขวับกลับไปคว้าปืนพกบนโต๊ะขึ้นมาขึ้นลำกล้องในเสี้ยววินาที ดวงตากลับมาคมกริบและระแวดระวังดังเดิม ศิลาหัวใจเต้นรัวระรัวเมื่อเงาดำร่างหนึ่งทาบทับผ่านผ้าม่านโปร่งแสงที่กั้นระเบียงด้านนอก
เสียงฝีเท้าหนักๆ หยุดลงที่หน้ากระจก ก่อนที่แผ่นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กจะถูกสอดลอดใต้ช่องประตูเข้ามา—
บนแผ่นกระดาษนั้น มีตัวอักษรเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ด้วยหมึกสีแดงฉานเพียงสามคำ:
*‘พวกมันรู้แล้ว’*
[ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "สเปซโอเดสซีย์" มาโดยตลอดครับ]
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 6
คำสารภาพในความมืด
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!