สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 5

จดหมายที่ไม่ได้ส่ง

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
กลิ่นอายความชื้นของฝนที่เพิ่งซาลงยังคงลอยอวลอยู่ในห้องสตูดิโอแคบๆ ย่านชานเมือง แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งพื้นสาดส่องกระทบผืนผ้าใบที่ยังวาดไม่เสร็จ ทิ้งเงาทอดขยายยาวไปตามผนังห้องราวกับซากปรักหักพังในจิตใจ ศิลานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า ปลายพู่กันในมือเปื้อนสีน้ำมันสีครามเข้ม—สีเดียวกับห้วงสมุทรลึกที่ไร้ก้นบึ้ง สายตาของเขาไม่ได้ทอดมองผลงานตรงหน้า แต่หยุดนิ่งอยู่ที่กระเป๋าหนังสีน้ำตาลเข้มใบยับเยิน ซึ่งรวินท์วางลืมไว้บนโซฟาเมื่อคืนก่อน ความเงียบงันภายในห้องช่างน่าอึดอัด ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ตั้งแต่เหตุการณ์ที่โถงทางเดินเมื่อสองคืนก่อน รวินท์ก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน ความเงียบขรึมตามปกติของอีกฝ่ายแปรเปลี่ยนเป็นความเปราะบางที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ ชายหนุ่มหลบหน้า ปฏิเสธการสนทนา และขังตัวเองไว้ในเปลือกหอยแห่งความทรงจำอันเจ็บปวด ทิ้งให้ศิลาต้องเผชิญกับปริศนาที่ค้างคาใจ ศิลาวางพู่กันลง เสียงไม้กระทบขอบถาดสีดังขึ้นเบาๆ แต่กลับก้องกังวานในความเงียบ เขาตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปที่โซฟา นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะผิวหนังของกระเป๋าใบนั้น มันเย็นเฉียบและให้ความรู้สึกหนักอึ้งราวกับแบกรับความลับนับสิบปี รวินท์ไม่ใช่คนสะเพร่า การลืมของสำคัญไว้เช่นนี้ย่อมหมายความว่าจิตใจของเจ้าตัวกำลังแตกกระเจิงถึงขีดสุด ศิลารู้สึกถึงความลังเลที่ตีตู้1อยู่ในอก—การก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวคือเส้นแบ่งเขตที่เขาไม่เคยล้ำลึก แต่น้ำหนักของความอยากรู้อยากเห็นและความเป็นห่วงมีมากกว่าสำนึกผิดชอบชั่วดี มือบางปลดสายเข็มขัดกระเป๋าออกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าเสียงดังเพียงเล็กน้อยจะปลุกอดีตที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมา ภายในกระเป๋าไม่มีสมุดบันทึก ไม่มีเอกสารทางธุรกิจ มีเพียงสมุดสเก็ตช์ภาพปกหนังสีดำสนิทเล่มหนึ่ง และกล่องกระดาษสีขาวขนาดเท่าฝ่ามือที่ถูกผูกด้วยเชือกป่านอย่างแน่นหนา ศิลาหยิบสมุดสเก็ตช์ภาพขึ้นมาพลิกเปิดหน้าแรก กระดาษสีนวลเปิดออกเผยให้เห็นลายเส้นดินสอที่หนักหน่วง รุนแรง และเต็มไปด้วยความโกรธเกลียว ภาพวาดโครงหน้าคนในมุมมืดถูกร่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระดาษเกือบทะลุ ดวงตาในภาพวาดนั้นว่างเปล่าแต่กลับจ้องมองทะลุมายังศิลาราวกับมีชีวิต ไม่ใช่ฝีมือการวาดของศิลปินอาชีพ แต่มันคือร่องรอยการระบายอารมณ์ของคนที่กำลังจะเสียสติ หัวใจของศิลาเต้นระรัว เขาพลิกไปอีกหน้า... และอีกหน้า... จนกระทั่งสะดุดตากับกระดาษแผ่นหนึ่งที่พับซ่อนไว้อย่างลวกๆ ที่ท้ายเล่ม มันคือจดหมายเก่าคร่ำคร่า ขอบกระดาษเหลืองกรอบและรุ่ยขาดตามกาลเวลา หมึกสีน้ำเงินเข้มที่ใช้เขียนเริ่มซีดจาง แต่ลายมือหวัดๆ นั้นยังคงชัดเจน ศิลาคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกช้าๆ กลิ่นอายของกระดาษเก่าผสมผสานกับความทรงจำที่ถูกแช่แข็งโชยเข้าจมูก *“ถึงรวินท์... ลูกชายของพ่อ”* ประโยคแรกทำให้ศิลาถึงกับหายใจสะดุด รวินท์ไม่เคยพูดถึงครอบครัว นอกจากคำว่า "สูญเสียทั้งหมดในกองเพลิง" เมื่อหลายปีก่อน แต่จดหมายฉบับนี้... มันถูกเขียนขึ้นโดยคนที่รวินท์เชื่อมาตลอดว่ากลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว สายตากวาดอ่านข้อความในจดหมายทีละบรรทัดอย่างไม่เชื่อสายตา: *“ถ้าลูกได้อ่านจดหมายฉบับนี้ นั่นหมายความว่าความจริงได้ตามล่าเราทันแล้ว พ่อขอโทษที่ต้องหายไป พ่อไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อปกป้องลูกจากเงาที่เราหนีไม่พ้น จำคำของพ่อไว้ให้ดี... คนที่ปรากฏตัวในคืนนั้นไม่ใช่ อุบัติเหตุ แต่มันคือการฆาตกรรม และตระกูลของเรากำลังถูกล่า จงอย่าไว้ใจใคร แม้แต่เงาของตัวเอง”* ไร้ซึ่งลายเซ็นต์ มีเพียงตัวเลขสี่หลักที่เขียนกำกับไว้ที่มุมกระดาษด้านล่าง: *1998* ศิลากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ถือกระดาษสั่นเทาเล็กน้อย ภาพใบหน้าของชายคนที่รวินท์เห็นในโถงทางเดินวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว—ใบหน้าที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่วันนี้กลับฟื้นคืนชีพเพื่อมาทวงคืนบางสิ่ง หากพ่อของรวินท์ยังไม่ตาย แล้วผู้ชายคนนั้นคือใคร? และตระกูลของรวินท์กำลังซ่อนความลับดำมืดอะไรไว้กันแน่? *กริ๊ก...* เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากหน้าประตูกระจกสตูดิโอ ทำให้ศิลาสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารีบยัดจดหมายกลับเข้าที่เดิม พยายามมือไม้อ่อนแรงเก็บทุกอย่างให้เข้าที่ แต่ความล่ำลึกทำให้กล่องกระดาษสีขาวที่ผูกเชือกป่านร่วงหลุดจากมือ ตกลงกระทบพื้นห้องเสียงดังสนั่น! ฝากล่องกระเด็นหลุดออก สิ่งของข้างในกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ศิลาก้มลงมองด้วยความตกตะลึง ในนั้นไม่มีสมบัติมีค่าใดๆ มีเพียงเศษซากของความทรงจำที่ถูกเผาไหม้ครึ่งหนึ่ง—นาฬิกาพกสีทองโบราณที่เข็มนาฬิกาหยุดเดินที่เวลาเที่ยงคืนตรง, รูปถ่ายครอบครัวที่ถูกไฟลวกจนใบหน้าของมารดาและน้องสาวกลายเป็นสีดำสนิท... และแหวนเงินเกลี้ยงวงหนึ่ง ที่สลักชื่อย่อตัวอักษรภาษาอังกฤษไว้ด้านใน *“ร.ว.”* ไม่ใช่ตัวย่อของรวินท์ แต่เป็นชื่อของคนอื่น... คนที่รวินท์พยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิต “คุณกำลังทำอะไรในพื้นที่ของผม?” เสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น และแหบพร่าดังขึ้นจากความมืดที่ประตูสตูดิโอ ศิลาแข็งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหิน เมื่อค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง เขาก็พบรวินท์ยืนขวางทางออกอยู่ ดวงตาคมกริบคู่นั้นแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน และที่สำคัญที่สุด... ในมือของรวินท์ไม่ได้ว่างเปล่า แสงสลัวสะท้อนเข้ากับวัตถุโลหะสีดำเงาที่ชายหนุ่มกำลังถือมันไว้มั่น—ปืนพกกระบอกหนึ่งที่ศิลาไม่เคยรู้มาก่อนว่าอีกฝ่ายมีมันอยู่ **จากใจ "สเปซโอเดสซีย์": ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในเงาสลัวนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!**
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%