“คุณคิดว่าสีน้ำเงินบนผืนผ้านี้… มันกำลังตะโกนหรือกำลังกระซิบครับ รวินท์?”
ศิลาไม่ได้หันมามองคู่สนทนาที่ยืนอยู่เบื้องหลัง นัยน์ตาของเขาจดจ้องเพียงรอยแปรงที่ตวัดลงบนผืนผ้าใบในห้องสตูดิโอส่วนตัว กลิ่นน้ำมันลินสีดและกลิ่นจางๆ ของกาแฟคั่วเข้มอบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับจะกักขังความเงียบงันของบทสนทนาเอาไว้ให้คงอยู่ยาวนานที่สุด
รวินท์ยืนกอดอก พิงไหล่กับกรอบประตูที่ทำจากไม้โอ๊คเก่าแก่ สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องที่ภาพวาดของศิลา แต่กลับจับจ้องไปที่แผ่นหลังของคนวาดแทน ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรตอบคำถามที่ดูเหมือนไม่มีคำตอบที่ถูกผิดนี้อย่างไร
“สำหรับผม… มันเหมือนเสียงถอนหายใจครับ” รวินท์ตอบพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด “เป็นเสียงถอนหายใจของคนที่พยายามจะบอกความจริง แต่กลับเลือกที่จะกลืนมันลงคอไป”
ศิลาหยุดมือที่กำลังแต้มสีขาวลงบนมุมภาพ เขาแค่นยิ้มที่มุมปาก มือที่เปื้อนสีวาดผ่านอากาศอย่างเชื่องช้า “คุณนี่… มองโลกได้คมคายเหมือนเดิมเลยนะครับ แต่น่าเสียดาย ที่ความจริงมักจะไม่ได้มีสีสันที่สวยงามเหมือนในภาพวาดเสมอไป”
ศิลาวางพู่กันลงบนแท่นไม้ ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับรวินท์ สายตาของเขาไม่ได้มองที่ใบหน้า แต่เลื่อนต่ำลงมามองที่ปลายนิ้วของรวินท์ที่บีบเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นั่นคือท่าทางที่รวินท์มักจะแสดงออกมาเสมอเมื่อเขารู้สึกว่าตนเองกำลังถูกจู่โจมด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจควบคุมได้
“นิทรรศการในวันพรุ่งนี้…” ศิลาเกริ่นขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แฝงด้วยความกดดัน “คุณเตรียมตัวที่จะเผชิญหน้ากับมันหรือยังครับ? หรือว่าคุณยังคงอยากจะหลบซ่อนตัวเองอยู่หลังเงามืดของอดีตแบบนี้ต่อไป”
รวินท์ไม่ตอบ เขาก้าวเดินไปรอบห้องสตูดิโอ ปลายนิ้วแตะผ่านภาพวาดต่างๆ ที่เรียงรายอยู่ราวกับเป็นสมุดบันทึกแห่งความทรงจำ ทว่ามีภาพหนึ่งที่ถูกคลุมด้วยผ้าใบสีดำสนิทวางแยกไว้ในมุมมืดที่สุดของห้อง เขารู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดประหลาดที่ส่งผ่านมาจากมุมนั้น มันเหมือนกับว่าภาพวาดใบนั้นกำลังรอคอยให้เขาเดินเข้าไปหามัน
“ผมไม่ได้หลบซ่อน” รวินท์เอ่ยพลางหยุดอยู่ที่หน้าภาพใบนั้น “ผมแค่กำลังรอเวลาที่เหมาะสม… เวลาที่ทุกอย่างจะคลี่คลายด้วยตัวของมันเอง”
ศิลาเดินตามมาหยุดยืนข้างๆ เขา กลิ่นกายสะอาดของศิลปินปะทะกับประสาทสัมผัสของรวินท์จนน่าอึดอัด ศิลาเอื้อมมือไปจับขอบผ้าใบสีดำนั้นไว้ แต่ไม่ได้ดึงมันออก เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของรวินท์ “คุณพูดประโยคเดิมซ้ำๆ มาหลายปีแล้วนะครับรวินท์ จนบางทีผมก็เริ่มสงสัยว่า… คุณกำลังรอเวลา หรือกำลังรอให้ใครสักคนมาฉุดคุณขึ้นมาจากหุบเหวนี้กันแน่”
รวินท์ไม่ได้ตอบโต้ เขาเบนสายตาไปมองที่หน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดอ้าทิ้งไว้ ลมเย็นพัดผ่านเข้ามาทำให้ผ้าม่านพลิ้วไหว บดบังทัศนียภาพของเมืองที่เบื้องล่างไปชั่วขณะ ในจังหวะที่รวินท์เผลอ ศิลาได้จ้องมองใบหน้าของเขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ แต่เป็นสายตาของคนลอบสังเกตพฤติกรรม—สายตาของคนที่กำลังบันทึกรายละเอียดของคนตรงหน้าลงในส่วนลึกของจิตใจ
หลายนาทีผ่านไปในความเงียบ รวินท์ตัดสินใจเดินออกไปจากห้องนั้นโดยไม่กล่าวคำลา ทิ้งให้ศิลายืนอยู่ลำพังกับภาพวาดที่คลุมด้วยผ้าดำ
ศิลาหยิบสมุดสเก็ตช์ภาพเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้กองพู่กันขึ้นมา เขาเปิดไปยังหน้าสุดท้าย มือของเขาตวัดลายเส้นอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทุกรายละเอียดบนใบหน้าของรวินท์—ความหม่นหมองในดวงตา รอยยับย่นที่หน้าผากยามที่เขาครุ่นคิด และแม้กระทั่งความสั่นไหวเล็กๆ ที่มุมปาก—ถูกถ่ายทอดลงบนกระดาษอย่างซื่อตรงและชัดเจนจนน่าขนลุก
เขาวาดรวินท์… ไม่ใช่ในแบบที่โลกเห็น แต่เป็นรวินท์ที่แตกสลายในแบบที่ไม่มีใครอาจล่วงรู้
รวินท์เดินลงมาตามโถงทางเดินไม้ของบ้านพัก ศีรษะของเขาหนักอึ้ง ความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวที่พยายามจะลืมเลือนเริ่มแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนฟิล์มภาพยนตร์เก่าที่ถูกนำมาล้างใหม่ เขาคิดถึงภาพนิทรรศการในวันพรุ่งนี้ ศิลาบอกว่านิทรรศการนี้จะเปลี่ยนไป… เขาหมายความว่าอย่างไร?
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นข้างหลัง เขาหยุดเดินและหมุนตัวกลับไปทันที แต่ความว่างเปล่าคือสิ่งที่เขาสัมผัสได้ ความระแวงเริ่มเกาะกินใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาหันไปเห็นซองจดหมายสีขาวที่วางอยู่บนโต๊ะกลางโถงทางเดิน จดหมายที่ไม่มีจ่าหน้าซอง แต่มีกลิ่นอายของสีน้ำมันติดอยู่จางๆ
เขาตัดสินใจเปิดอ่าน ข้อความด้านในมีเพียงประโยคเดียวที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา
*“รวินท์… ความจริงที่คุณพยายามกักขังไว้ในห้องมืด กำลังจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในวันพรุ่งนี้ เตรียมตัวให้พร้อมนะครับ เพราะศิลาคนเดิมที่คุณรู้จัก กำลังจะตายไปพร้อมกับภาพวาดใบนั้น”*
หัวใจของรวินท์เต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เขารีบหันกลับไปทางสตูดิโอของศิลาอีกครั้ง แต่ทว่า… เสียงดนตรีคลาสสิกที่เคยบรรเลงอยู่กลับเงียบสนิทลงในทันที ประตูห้องสตูดิโอถูกล็อกจากด้านใน และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ภาพวาดสีดำที่ศิลาเก็บไว้ในมุมมืด บัดนี้ถูกนำมาวางพิงไว้ที่หน้าห้องของเขาเอง
ผ้าใบสีดำผืนนั้นร่วงหล่นลงสู่พื้น เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง… มันไม่ใช่ภาพวิวทิวทัศน์ หรือภาพนามธรรมอย่างที่ศิลาเคยทำ แต่มันคือภาพวาดของตัวรวินท์เองในเหตุการณ์คืนวันที่เขาต้องสูญเสียทุกคนไป ภาพที่ไม่มีใครสามารถวาดออกมาได้ หากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้นด้วย!
รวินท์ก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกกับผนังเย็นเฉียบ ความกลัวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกที่ไม่อาจควบคุมได้ และในขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปปิดภาพนั้น เสียงกระซิบที่คุ้นหูดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังของเขา
“ภาพวาดนี้สวยไหมครับ… รวินท์?”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในความมืดมิดครั้งนี้ไปกับผมด้วยนะครับ — สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 10
นิทรรศการที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!