"นายกำลังโกหกตัวเองอยู่ รวินท์"
คำพูดของศิลาดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงันบนดาดฟ้าอาคารสูง ลมยามค่ำคืนพัดพาเอาความเย็นเยียบมากระทบผิวกาย แต่ดูเหมือนรวินท์จะไม่ได้รู้สึกถึงมันเลย เขายืนนิ่งอยู่ตรงขอบระเบียง สายตาทอดมองลงไปยังแสงไฟจากรถยนต์ที่เคลื่อนตัวช้าๆ เบื้องล่างราวกับมดปลวกในเขาวงกตที่ไร้ทางออก
รวินท์ไม่ได้หันกลับไปมองคนพูด เขาทำเพียงแค่หยิบมวนบุหรี่ขึ้นมาคาดไว้ที่ริมฝีปาก แต่ไม่ได้จุดไฟ นิ้วมือที่สั่นเทาเล็กน้อยของเขาพยายามบังคับให้มันนิ่งสนิท
"การโกหกมันเป็นสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดนะศิลา" รวินท์ตอบเสียงเรียบ นิ่งเฉยราวกับแผ่นน้ำแข็งที่กำลังจะร้าว "นายเองก็น่าจะรู้ดีว่าบางความจริง... มันมีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่คนอย่างฉันจะจ่ายไหว"
ศิลาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ที่ติดตัวเขามาเหมือนจะช่วยตอกย้ำตัวตนของศิลปินผู้มองเห็นความจริงผ่านผืนผ้าใบ เขาหยุดยืนข้างกายรวินท์ ทิ้งระยะห่างเพียงพอที่จะไม่เป็นการรุกล้ำ แต่ก็ใกล้พอที่จะรับรู้ถึงไออุ่นจากอีกฝ่าย
"ราคาที่นายจ่ายไปน่ะเหรอ?" ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นหัวเราะที่แฝงไปด้วยความรวดร้าว "มันไม่ใช่ความตายหรอกรวินท์ แต่มันคือการที่นายอนุญาตให้ตัวเองค่อยๆ ตายไปทั้งเป็นในความทรงจำที่บิดเบี้ยวพวกนั้นต่างหาก นายมองท้องฟ้าพวกนี้เป็นสีดำมาตลอด เพราะนายไม่ยอมเปิดตาดูว่าดาวแต่ละดวงมันกำลังส่องแสงอยู่ตรงไหน"
รวินท์หันขวับมามองศิลา ดวงตาของเขาไหววูบชั่วขณะ ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้ภายใต้มาดนิ่งขรึมกำลังพุ่งพล่านอยู่ในอก มันไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความกลัว—ความกลัวที่ว่าศิลาอาจจะเป็นคนเดียวในโลกที่มองเห็น "รอยร้าว" ในจิตใจของเขาได้ชัดเจนที่สุด
"นายไม่มีสิทธิ์มาตัดสินฉัน" รวินท์กดเสียงต่ำ
"ฉันไม่ได้ตัดสิน แต่ฉันกำลัง 'รู้สึก'" ศิลาสวนกลับทันควัน ดวงตาคู่สวยของศิลปินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรวินท์ "ฉันรู้สึกถึงความเงียบของนาย ความเงียบที่ตะโกนบอกฉันทุกวันว่านายต้องการใครสักคน แต่ทุกครั้งที่ฉันยื่นมือไป นายกลับสร้างกำแพงกั้นขึ้นมา... นายกลัวอะไรกันแน่? กลัวว่าถ้าฉันเห็นนายในตอนที่พังทลาย ฉันจะเดินหนีไป เหมือนที่คนอื่นๆ เคยทำ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสองอีกครั้ง ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด แต่มันกลับเต็มไปด้วยมวลอารมณ์ที่หนักอึ้งราวกับอากาศก่อนพายุใหญ่จะเข้า รวินท์หลบสายตาไปทางกลุ่มดาวที่พร่างพราวอยู่บนฟ้า หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกที่ว่ามีใครบางคน "มองทะลุ" เข้าไปถึงส่วนที่ลึกที่สุดในวิญญาณ
เขายอมรับว่าที่ผ่านมา เขาเฝ้ามองศิลามาโดยตลอด ไม่ใช่ในฐานะคู่คิด หรือผู้ช่วย แต่มันคือการเฝ้ามองในฐานะ 'แสงสว่าง' ที่เขาไม่ควรจะเอื้อมมือไปสัมผัส เพราะกลัวว่าความมืดในใจของเขาจะไปแปดเปื้อนความบริสุทธิ์นั้น
"ศิลา..." รวินท์เอ่ยชื่ออีกฝ่ายแผ่วเบา น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความแข็งกร้าวหายไป เหลือเพียงความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสุขุม "ถ้านายรู้ว่าสิ่งที่ฉันซ่อนไว้มันเลวร้ายแค่ไหน นายจะไม่มีวันพูดคำนี้ออกมาเลย"
ศิลาขยับตัวเข้าไปประชิด มือของเขาเอื้อมไปแตะที่ข้อมือของรวินท์ แผ่วเบาแต่หนักแน่น สัมผัสจากปลายนิ้วนั้นเปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่แล่นผ่านหัวใจของรวินท์จนเขาเผลอกลั้นหายใจ
"ลองดูไหม?" ศิลาท้าทาย เสียงของเขาอ่อนโยนลงจนแทบจะกลายเป็นกระซิบ "ปล่อยให้ฉันเป็นคนตัดสินเองว่ามันเลวร้ายพอที่จะทำให้ฉันต้องเดินหนี... หรือว่ามันสวยงามพอที่จะทำให้ฉันอยากจะอยู่ข้างนายไปจนถึงวันสุดท้าย"
รวินท์มองใบหน้าของศิลาภายใต้แสงดาว รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของอีกฝ่ายไม่ได้มีไว้เพื่อสมเพช แต่มีไว้เพื่อปลอบประโลม มือที่ถือบุหรี่ของรวินท์ร่วงหล่นลงพื้น เขาไม่สนใจมันอีกต่อไป เขากลับพลิกมือขึ้นเพื่อกุมมือของศิลาเอาไว้แน่น เป็นการตอบรับที่ไม่มีคำพูดใดอธิบายได้ดีกว่านี้
ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน รวินท์สัมผัสได้ว่าบางสิ่งที่เขาเคยพยายามผลักไสมาตลอดชีวิต กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันหวนคืน เขากำลังจะยอมเปิดประตูที่ล็อคไว้แน่นหนามานานนับสิบปี เพียงเพราะผู้ชายตรงหน้ากล้าพอที่จะยืนเคียงข้างเขาในที่ที่มืดมิดที่สุด
ทว่า ในขณะที่รวินท์กำลังจะอ้าปากเอ่ยความลับที่กัดกินใจเขามาตลอด เสียงสัญญาณแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของศิลาก็ดังขึ้นทำลายจังหวะแห่งความเปราะบางนั้น ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีไปในทันที ความอ่อนโยนที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงจนรวินท์รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมา
"รวินท์..." ศิลาเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่สั่นไหว "คนที่นายบอกว่าตายไปแล้วในอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน... ข้อความนี้... มันส่งมาจากเบอร์โทรศัพท์ของเขา"
รวินท์ชะงักกึก หัวใจที่กำลังเต้นเป็นจังหวะแห่งความรักกลับหยุดกะทันหันราวกับถูกแช่แข็ง เขารับโทรศัพท์จากมือของศิลามาดูด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างเมื่อเห็นข้อความบนหน้าจอสว่างวาบในความมืด: *'คืนนี้... ฉันมารับนายกลับบ้านแล้ว รวินท์'*
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านค่ำคืนอันสับสนนี้ไปกับผม หวังว่าทุกท่านจะยังคงไม่ทอดทิ้งกันในตอนต่อไปนะครับ — สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 16
บทสนทนาใต้ดาว
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!