สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 15

การเดินทางสั้นๆ

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
“ถ้าคุณยังกอดอดีตไว้แน่นขนาดนั้น ต่อให้ขับรถไปถึงสุดขอบโลก คุณก็ไม่มีวันเจอทางออกหรอกครับรวินท์” เสียงของศิลากลบเสียงเครื่องยนต์ที่ครางต่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้า รถสปอร์ตคันหรูวิ่งฉิวผ่านทิวทัศน์สีเขียวขจีที่เปลี่ยนเป็นภาพเบลอ รวินท์ไม่ตอบ เขายังคงจับพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดนูน สายตาของเขามองตรงไปเบื้องหน้า ราวกับว่าบนกระจกหน้าไม่ได้สะท้อนภาพถนนหนทาง แต่สะท้อนภาพเศษเสี้ยวของบ้านหลังเดิมที่ถูกเปลวเพลิงกลืนกินเมื่อหลายปีก่อน ศิลาเหลือบมองคนข้างกาย เขาหยิบสมุดสเก็ตช์ขึ้นมา วาดเส้นสายที่รวดเร็วและหนักหน่วงลงบนกระดาษโดยไม่มอง มือของเขาสั่นเล็กน้อย แต่ในจังหวะที่รวินท์หันมามอง ศิลาก็ปิดสมุดลงทันที “ทำไมต้องเป็นที่นี่” รวินท์ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นพร่าในตอนท้าย “ทำไมต้องเป็นที่ที่ไม่มีใครรู้จักเรา” “เพราะบางทีการถูกลืม... ก็เป็นวิธีเดียวที่เราจะเริ่มจำตัวเองได้ใหม่ครับ” ศิลาตอบพลางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง “ที่นั่นเป็นที่ที่พ่อน่าจะชอบ ถ้าเขายังอยู่” รวินท์เหยียบเบรกกะทันหัน รถจอดนิ่งสนิทกลางถนนลูกรังที่ตัดผ่านป่าสนหนาทึบ ความเงียบงันเข้ามาแทนที่เสียงยางบดถนน มีเพียงเสียงหอบหายใจของคนขับที่หนักหน่วง รวินท์หันมามองศิลา ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความเจ็บปวดที่ถูกขุดขึ้นมา “อย่าพูดถึงเขา” รวินท์เค้นเสียง “อย่าเอาความทรงจำที่คุณไม่มีวันเข้าใจมาตัดสินชีวิตผม” ศิลาไม่ได้โกรธ เขากลับหันมาสบตาอีกฝ่าย นัยน์ตาของศิลปินคู่นั้นสะท้อนความเห็นใจที่ลึกซึ้งจนรวินท์ต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อน ศิลาเอื้อมมือไปแตะพวงมาลัยที่รวินท์กุมไว้ อุณหภูมิจากมือของศิลาทำให้รวินท์สะดุ้งเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้สะบัดออก “ผมไม่ได้เข้าใจมันในฐานะผู้ถูกกระทำครับ แต่ผมเข้าใจมันในฐานะคนที่มองเห็นคุณจมน้ำมาตลอดห้าปี” ศิลาขยับเข้าไปใกล้ขึ้น กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นอายดินหลังฝนตกทำให้บรรยากาศในรถตึงเครียดขึ้นจนน่าอึดอัด “การพักใจครั้งนี้ไม่ใช่การหนีรวินท์ แต่มันคือการเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าที่คุณพยายามถมมันด้วยงานและแอลกอฮอล์มาตลอด” รวินท์ปล่อยมือจากพวงมาลัย เขาทิ้งตัวพิงเบาะ หลับตาแน่น พยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในอก สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การเดินทางไกล แต่คือการเดินทางเข้าสู่ใจตัวเองที่พังทลาย เมื่อพวกเขามาถึงบ้านพักตากอากาศหลังเก่ากลางหุบเขา ความหนาวเย็นก็แทรกซึมผ่านหน้าต่างไม้เก่าๆ รวินท์เดินไปที่เตาผิง เขาพยายามจุดไฟด้วยมือที่สั่นเทา ศิลาเดินเข้ามาเงียบๆ หยิบฟืนจากมือเขาไปวางอย่างเบามือ แล้วจุดไฟขึ้นในคราเดียว เปลวไฟสีส้มเต้นระบำ สะท้อนใบหน้าของทั้งคู่ที่ดูเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ทั้งกายและใจ “รวินท์ ดูนี่สิ” ศิลาหยิบรูปภาพใบหนึ่งที่เขาแอบวาดไว้ในรถออกมา มันเป็นภาพวาดรวินท์ที่กำลังยืนอยู่ในกองเพลิง แต่ในขณะเดียวกัน มือของเขากลับกำลังคว้าดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ ดอกหนึ่งไว้ในมือ รวินท์รับภาพนั้นมาดู มือของเขาสั่นแรงกว่าเดิม “นี่คุณ... เห็นผมเป็นแบบนี้เหรอ” “ผมเห็นแสงสว่างในตัวคุณเสมอ แม้กระทั่งตอนที่คุณกำลังจะมอดไหม้ครับ” รวินท์เงยหน้าขึ้นมองศิลา แววตาของเขาสั่นไหว ความกำแพงที่เขาพยายามสร้างขึ้นมานานนับปีดูเหมือนจะร้าวฉานลงในวินาทีนั้น เขากำลังจะเอ่ยปากพูดบางอย่าง แต่แล้ว... *กริ๊ก* เสียงกลอนประตูหลังบ้านถูกปลดออก ทั้งสองชะงัก รวินท์คว้าปืนพกที่เขามักจะพกติดตัวเสมอออกมาจากกระเป๋าคาดเอวอย่างว่องไว เขาขยับไปยืนบังศิลาไว้ด้านหลังทันที ขณะที่เงาดำร่างหนึ่งก้าวพ้นจากความมืดมิดของห้องครัวเข้ามาในแสงไฟ “ไม่ต้องกลัวไปหรอกครับคุณรวินท์” เสียงแหบพร่าและคุ้นเคยดังขึ้น “ผมแค่มาเตือนว่า สิ่งที่คุณพยายามลืม... มันตามมาถึงที่นี่แล้ว” ร่างนั้นก้าวออกมาจากเงามืด ชายชราในชุดคลุมสีดำสนิทผู้มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้าคือคนที่รวินท์มั่นใจว่าตายไปแล้วในโศกนาฏกรรมครั้งนั้น รวินท์ลดปืนลงด้วยความช็อก มือของเขาแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง “พ่อ...?” รวินท์พึมพำผ่านริมฝีปากที่สั่นระริก ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและค้นหาความจริงไปกับผมในบทที่เข้มข้นนี้แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะครับ — สเปซโอเดสซีย์
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%