“คุณไม่ได้ฆ่าใครรวินท์… แต่คนในแฟ้มนี้ต้องการให้คุณเชื่อว่าคุณคือฆาตกร”
เสียงของศิลาแหบพร่าและสั่นสะท้าน มือของเขาที่ถือกระดาษเอกสารเก่าคร่ำคร่าสั่นไหวจนขอบกระดาษส่งเสียงกรอบแกรบในห้องทำงานที่เงียบสงัด รวินท์ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าที่เรียบเฉยดุจรูปปั้นหิน แต่ทว่าดวงตาของเขากลับไหวระริกเหมือนผิวน้ำที่ถูกหย่อนหินลงไปในคราวเดียว
รวินท์ก้าวเข้ามาใกล้ แย่งแฟ้มเอกสารนั้นมาถือไว้ด้วยมือที่มั่นคงกว่า ทว่าทันทีที่สายตาคมกริบไล่อ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษ ลมหายใจของเขาก็สะดุดกึก ราวกับถูกกระชากเอาอากาศออกจากปอดจนหมดสิ้น
“วันเกิดเหตุ… บันทึกการจับกุม… รายงานชันสูตรพลิกศพ” รวินท์พึมพำ น้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ “นี่มันเรื่องโกหกศิลา ใครบางคนพยายามจัดฉากให้การตายของครอบครัวผมกลายเป็นคดีฆาตกรรมที่ผมเป็นคนลงมือ”
“ไม่ใช่แค่จัดฉาก” ศิลาขยับแว่นสายตา มองเพื่อนสนิทด้วยความสงสารที่ผสมปนเปไปกับความหวาดกลัว “ดูรอยประทับตราของสำนักงานตำรวจเขตนั้นสิ มันเป็นตราที่ถูกยกเลิกไปตั้งแต่วิบากกรรมครั้งใหญ่เมื่อยี่สิบปีก่อน รวินท์… นายไม่เคยได้รับหมายเรียก ไม่เคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนผู้ต้องหา เพราะพวกมันปิดปากตำรวจทุกคนที่ทำคดีนี้ เพื่อให้ชื่อของนายสะอาดเอี่ยมจนกว่าจะถึงเวลาที่พวกมันจะหยิบมาใช้ทำลายชีวิตนายจริงๆ”
รวินท์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดบาดลึกเข้าไปในความเงียบ เขาหลับตาลง ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่พร่าเลือนเริ่มย้อนกลับมา ไม่ใช่ภาพรอยยิ้มของมารดาหรือเสียงหัวเราะของบิดา แต่เป็นกลิ่นควันไฟ กลิ่นเลือดที่คละคลุ้ง และความรู้สึกเหมือนมีเงาดำทมิฬโอบรัดรอบคอเขาเอาไว้ตลอดเวลา
“ผมจำได้แค่เสียงปืน” รวินท์เอ่ยพลางกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “ศิลา… ฉันจำได้ว่าฉันถือปืนกระบอกนั้นในมือ ท่ามกลางความมืดมิดในคืนนั้น แต่ฉันไม่เคยลั่นไก ผมแค่… แค่จะช่วยพวกเขา”
“ถ้านายไม่ได้ฆ่า แล้วปืนกระบอกนั้นไปอยู่ในมือนายได้ยังไง?” ศิลาถามพลางก้าวเข้ามาแตะบ่าเพื่อนเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม “ใครเป็นคนยื่นมันให้? หรือใครเป็นคนจูงมือนายให้ไปตรงนั้น?”
รวินท์ลืมตาขึ้น ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไม่ได้แสดงความโศกเศร้า แต่มันกลับฉายแววของสัตว์ป่าที่กำลังถูกต้อนจนมุม “คนที่ผมเชื่อใจที่สุด คนที่บอกว่าตัวเองเป็นคนช่วยผมออกมาจากกองเพลิงในคืนนั้น… คนที่ทำให้ผมมีชีวิตอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ด้วยคำโกหกคำโต”
ศิลาขมวดคิ้วแน่น “นายหมายถึง… คุณธาดา?”
รวินท์ไม่ตอบ เขาลุกขึ้นเดินตรงไปที่ผนังห้องที่มีผังความสัมพันธ์ที่เขาแอบทำไว้ สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่รูปถ่ายเก่าๆ ของครอบครัวที่ขอบกระดาษเริ่มเหลืองกรอบ เขาดึงรูปถ่ายใบหนึ่งออกมาจากมุมลับของกรอบรูป มันเป็นรูปถ่ายที่ไม่เคยถูกแสดงให้ใครเห็น ในภาพนั้นปรากฏรอยนิ้วมือสีจางๆ ที่ไม่ใช่ของเขา แต่มันถูกประทับลงบนภาพถ่ายในจุดที่ตรงกับรอยแผลเป็นบนแขนของเขาพอดี
“ไม่ใช่แค่เรื่องคดีศิลา” รวินท์เอ่ยเสียงต่ำ “มีคนแอบเข้ามาในบ้านทุกคืน เพื่อตรวจสอบว่าผมจำอะไรได้บ้าง พวกมันไม่ได้ต้องการให้ผมเป็นฆาตกรหรอก แต่พวกมันต้องการ ‘ภาชนะ’ ที่ว่างเปล่าที่พร้อมจะรับความผิดแทนใครบางคนที่ยังมีชีวิตอยู่และต้องการหนีจากบาปที่ตัวเองก่อไว้”
บรรยากาศในห้องดูเหมือนจะอึดอัดมากขึ้นเมื่อศิลาชี้ไปที่เอกสารแผ่นสุดท้ายในแฟ้ม มันเป็นภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดในคืนวันที่รวินท์สูญเสียทุกอย่าง ร่างของเด็กชายในวัยสิบขวบยืนอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ แสงไฟสว่างวาบเผยให้เห็นเงาของผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังเด็กชาย เงาที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด
“รวินท์… ดูที่เงาของคนคนนั้นดีๆ สิ” ศิลาพูดพลางหยิบแว่นขยายมาส่องที่ภาพ “เงาที่ยาวออกมาจากเท้าของคนที่ยืนซ้อนหลังนาย… มันมีรูปทรงที่ผิดปกติ เหมือนกับว่ามันมีมือสองคู่”
รวินท์ก้มลงมองภาพถ่ายนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลองศึก เมื่อเขาจ้องลึกลงไปในเงานั้น เขาก็พบกับความจริงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด—เงานั้นไม่ได้เชื่อมต่อกับใครเลย มันเป็นเงาอิสระที่เคลื่อนไหวด้วยตัวเอง และในเงานั้นมีเข็มนาฬิกาพกทองคำที่ตกทอดมาจากตระกูลของเขาเอง แขวนอยู่บนกระเป๋าเสื้อของชายในเงานั้น
“มันไม่ได้อยู่กับผม” รวินท์กระซิบ ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง “นาฬิกาพกของพ่อ… มันไม่ได้หายไปไหน แต่มันอยู่ที่นั่น”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นแต่เชื่องช้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงานของเขา เสียงเคาะประตูสามครั้งดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะ—จังหวะที่รวินท์จำได้แม่นยำที่สุด เพราะมันคือจังหวะเดียวกับที่เขามักจะได้ยินในความฝันยามที่เขากำลังถูกล่า
“รวินท์…” เสียงแหบพร่าของชายวัยกลางคนดังผ่านประตูเข้ามา “ผมเอาชามาให้ นายทำงานหนักเกินไปแล้วนะ… ความจริงน่ะ บางทีการปล่อยให้มันฝังอยู่ใต้เถ้าถ่านอาจจะเป็นทางเลือกที่เมตตากว่า”
รวินท์หันขวับไปมองที่ประตู หน้าตาสีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความวิตกกังวลกลายเป็นความเย็นชาที่น่าสะพรึงกลัว เขาคว้ามีดพกที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะขึ้นมา ศิลาหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดไปจนชิดกำแพงขณะที่กลอนประตูค่อยๆ หมุนช้าๆ จนส่งเสียงดังแกร๊ก!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างความจริงไปกับผมในตอนนี้นะครับ — สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 14
ร่องรอยความจริง
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!