“ถ้าคุณจะโกหก ก็ช่วยทำเนียนกว่านี้หน่อย รวินท์”
เสียงของศิลาดังแทรกความเงียบงันในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสีน้ำมันและกระดาษเก่า เขาวางพู่กันลงบนจานสีด้วยจังหวะที่หนักแน่นพอจะบ่งบอกถึงความอดทนที่กำลังหมดลง ดวงตาที่มักจะมองเห็นโลกผ่านจานสีและเส้นสายบัดนี้กำลังจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่กะพริบ
รวินท์ชะงักมือที่กำลังพลิกสมุดบันทึกเล่มหนา เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นสบตา แต่สันกรามที่ขบแน่นจนนูนเด่นนั้นเป็นหลักฐานชั้นดีว่าสิ่งที่ศิลาพูดนั้น... แทงใจดำมากเพียงใด
“ผมไม่ได้โกหก” รวินท์ตอบเสียงเรียบ นิ่งสนิทราวกับผืนน้ำในยามไร้ลม “ผมแค่เลือกที่จะไม่พูดในสิ่งที่มันยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด”
“หลักฐาน?” ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยร่องรอยการสืบค้น “คุณเก็บแฟ้มคดีนี้ไว้ในลิ้นชักที่ล็อกกุญแจสองชั้นมาสิบปี แล้วจู่ๆ คืนนี้คุณก็หยิบมันออกมา พร้อมกับรูปถ่ายของคนตายที่หน้าตาเหมือนญาติผมราวกับแกะ... นี่หรือครับที่เรียกว่าไม่มีอะไรแน่ชัด”
รวินท์เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธ แต่มันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานนับทศวรรษ เขามองศิลา—ชายผู้ซึ่งเป็นเสมือนกระจกเงาสะท้อนอดีตที่เขาอยากลืมเลือนที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ศิลาก็เป็นเพียงคนเดียวที่กุมกุญแจสำคัญสู่ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของความผิดพลาดในอดีต
“ศิลา” รวินท์เรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ถ้าคุณรู้ความจริง... ชีวิตที่เรียบง่ายของคุณในฐานะจิตรกรจะจบลงทันที คุณยังอยากได้มันอยู่หรือเปล่า”
“ชีวิตที่เรียบง่ายบนกองคำโกหก มันก็ไม่ต่างอะไรกับภาพวาดที่สวยหรูแต่ไม่มีพื้นหลังหรอกครับ” ศิลาหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมา นิ้วของเขาไล้ไปตามใบหน้าของชายในภาพที่ดูคล้ายกับเขาจนน่าขนลุก “เรามาถึงจุดนี้แล้ว รวินท์ ถ้าคุณไม่ร่วมมือ ผมก็จะหาทางเดินของผมเอง”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาบนฝาผนังที่เดินไปข้างหน้าอย่างไร้ความปรานี รวินท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขามองภาพวาดชิ้นสุดท้ายที่ศิลาเพิ่งวาดเสร็จ มันเป็นภาพทิวทัศน์ของหน้าผาที่ปลายฟ้า—สถานที่เดียวกับที่ครอบครัวของเขาจากไปเมื่อหลายปีก่อน
รวินท์ถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับตัวไปที่มุมห้อง เขาเปิดแผ่นไม้ปูพื้นออก เผยให้เห็นกล่องเหล็กใบเก่าที่เต็มไปด้วยคราบสนิม
“ในคืนนั้น ผมไม่ได้เห็นแค่ความตายของพวกเขา” รวินท์เอ่ยขึ้นเบาๆ มือของเขาสั่นเทาขณะหยิบเอกสารบางอย่างออกมา “ผมเห็น... เงา”
ศิลาขมวดคิ้วแน่น “เงา? คุณหมายถึงคนร้ายงั้นหรือ?”
“ไม่ใช่คน” รวินท์สบตาคู่สนทนาอย่างจริงจัง “มันคือบางอย่างที่ถูกเขียนไว้ในบันทึกของพ่อผม ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ท่านเตือนว่า 'เมื่อเงาปรากฏที่ปลายฟ้า ความจริงจะเริ่มกัดกินผู้ที่แสวงหามัน' และดูเหมือนว่า... สิ่งนั้นกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว”
ศิลารับเอกสารแผ่นนั้นมาอ่าน ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นลายเซ็นที่คุ้นเคย มันไม่ใช่ลายเซ็นของพ่อรวินท์ แต่มันเป็นตราประทับที่เขาเคยเห็นในมุมหนึ่งของภาพวาดลึกลับที่เขาเพิ่งได้รับมาเมื่อสัปดาห์ก่อน
“ตราประทับนี่...” ศิลาหน้าซีดเผือด “ผมมีมันในครอบครอง รวินท์... ภาพวาดที่ส่งมาถึงผมที่สตูดิโอเมื่อสามวันก่อน มันมีสัญลักษณ์นี้ซ่อนอยู่ในชั้นสี”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปฉับพลัน ความเย็นยะเยือกแล่นผ่านไขสันหลังของทั้งคู่ รวินท์คว้าเสื้อโค้ทขึ้นมาสวม “เราต้องไปที่นั่น เดี๋ยวนี้”
“ที่ไหน?”
“หน้าผาปลายฟ้า” รวินท์ตอบพลางหยิบกุญแจรถ “ไม่ใช่เพื่อไปรำลึกความหลัง แต่เพื่อไปดูว่า... สิ่งที่เฝ้ามองเราอยู่ตลอดเวลานั้น ต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่”
ทั้งสองก้าวออกจากห้องทำงาน สู่ความมืดมิดของยามค่ำคืนที่ลมหนาวพัดกรรโชก รวินท์ขับรถฝ่าความมืดออกไปตามถนนเส้นเลียบชายฝั่ง เสียงยางรถบดถนนเป็นเสียงเดียวที่ทำลายความเงียบในรถ แต่ทว่า ขณะที่รถกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางหลักไปยังจุดหมาย แสงไฟจากรถคันหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจอดขวางหน้าอย่างกะทันหัน
รวินท์เหยียบเบรกจนมิด รถไถลไปกับถนนก่อนจะหยุดสนิทห่างจากรถคันนั้นเพียงไม่กี่เมตร ศิลาหันไปมองรวินท์ด้วยแววตาตื่นตระหนก
ประตูรถคันหน้าเปิดออก ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาเข้มก้าวลงมา เขาถือซองจดหมายสีขาวไว้ในมือ และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นภายใต้แสงไฟหน้ารถ ทั้งรวินท์และศิลาก็ต้องตกตะลึงจนลืมหายใจ
ชายคนนั้นคือ ‘พ่อ’ ของรวินท์... ชายผู้ที่รวินท์เห็นกับตาว่าสิ้นใจไปเมื่อสิบปีก่อน
“พ่อ...” รวินท์กระซิบเสียงสั่น เผลอปลดล็อกประตูรถโดยไม่รู้ตัว
“อย่าลงไป!” ศิลาคว้าแขนรวินท์ไว้แน่น “นั่นไม่ใช่คน... รวินท์ ดูที่เท้าเขาสิ!”
รวินท์ก้มมองตามคำบอกของศิลา หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น เมื่อแสงไฟส่องกระทบพื้นถนนตรงจุดที่ชายคนนั้นยืนอยู่ ไม่มีแม้แต่เงาทอดผ่านลงบนพื้นดินแม้แต่น้อย
ทว่าสิ่งที่น่าสยดสยองกว่านั้นคือ ชายคนนั้นยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะชี้มาที่หน้าต่างรถฝั่งที่รวินท์นั่งอยู่ แล้วพูดประโยคที่ทำให้รวินท์ต้องตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
“ผมรอคุณมานานเหลือเกิน... รวินท์ ในที่สุดความลับที่ปลายฟ้า ก็ได้เวลาเปิดเผยเสียที”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ประตูรถมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เงาจากร่างของเขาที่ควรจะไม่มี กลับค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น จนกลืนกินแสงไฟหน้ารถไปจนมืดสนิท
หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับปริศนาที่เริ่มถักทอเข้มข้นขึ้นในบทนี้นะครับ
สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 29
ร่วมมือไขปม
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!