สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 28

การกลับมาพบกัน

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
"หยุดโกหกผมเสียที!" รวินท์ตะคอก เสียงนั้นสั่นพร่าทว่าเต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่เขาสั่งสมมาตลอดหลายปี เขาคว้าคอเสื้อของศิลาขึ้นมาจนร่างเพรียวบางของศิลปินหนุ่มเกือบจะลอยจากพื้น ดวงตาของรวินท์แดงก่ำ ราวกับมีพายุหมุนวนอยู่ภายในนั้น ขณะที่ศิลาไม่ได้ขัดขืน ไม่ได้แม้แต่จะกะพริบตา เขายังคงมองรวินท์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นใจอย่างประหลาด ซึ่งนั่นยิ่งทำให้รวินท์แทบคลุ้มคลั่ง "รวินท์... ลองมองดูที่มือของตัวเองสิ" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่กังวานในความเงียบงัน "รอยแผลเป็นที่ข้อมือซ้ายนั่น คุณคิดว่ามันเกิดจากอุบัติเหตุจริงหรือ? หรือมันคือร่องรอยของการที่มิติเวลาพยายาม 'เย็บ' ตัวตนของคุณเข้ากับโลกใบนี้กันแน่?" รวินท์ชะงัก มือที่กำคอเสื้อของอีกฝ่ายสั่นเทา เขาก้มลงมองข้อมือของตัวเอง รอยแผลเป็นสีขาวจางๆ ที่เขาเคยคิดว่าได้มาตอนปั่นจักรยานล้มในวัยเด็ก บัดนี้มันกลับดูแปลกตา—มันไม่ใช่รอยแผลเป็นจากภายนอก แต่มันดูเหมือนรอยร้าวที่แยกเนื้อเยื่อออกจากความว่างเปล่า เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นห้องสตูดิโอที่เต็มไปด้วยกลิ่นสีน้ำมันและฝุ่นผง ภาพวาดนับร้อยชิ้นรอบตัวเขา—ภาพชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังม่านหมอกในทุกมิติ—บัดนี้กลับกลายเป็นภาพกระจกเงาที่เขาไม่เคยอยากยอมรับ "ถ้าผมคือคนที่ตามล่า..." รวินท์พึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนพื้นไม้ "ถ้าผมคือผู้สังหารครอบครัวตัวเองในอีกมิติหนึ่ง... แล้วผมจะให้อภัยตัวเองได้อย่างไร ศิลา? โลกใบนี้จะเหลือความหมายอะไรให้ผมยึดเหนี่ยว" ศิลานั่งลงข้างๆ เขา ความเงียบเข้าปกคลุมราวกับผืนผ้าใบที่รอการระบายสี ศิลาเอื้อมมือไปหยิบพู่กันเก่าๆ ขึ้นมา ก่อนจะวางลงในมือของรวินท์ "การให้อภัยไม่ใช่การลบล้างความผิดครับรวินท์ แต่มันคือการยอมรับว่า 'ตัวเรา' ในตอนนั้น ได้พังทลายลงไปพร้อมกับความผิดพลาดนั้นแล้ว เราที่นั่งอยู่ตรงนี้ คือคนใหม่ที่เกิดจากเศษซากของความโศกเศร้า คุณไม่ได้ตามล่าใครอยู่เลย คุณแค่กำลังวิ่งหนีเงาที่ไม่มีวันจากไปไหน เพราะเงานั้น... มันก็คือตัวคุณเอง" รวินท์เงยหน้าขึ้น สบตากับศิลาที่มองเขาด้วยความซื่อตรง ศิลามีบทบาทเป็นเสมือนเข็มทิศที่คอยดึงเขาออกจากหลุมดำแห่งความแค้นมาโดยตลอด ความแค้นที่เคยเป็นดั่งน้ำมันหล่อเลี้ยงชีวิตของเขา บัดนี้กลับดูจืดชืดและไร้ความหมายเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวดเสียยิ่งกว่า "ทำไมคุณถึงรู้มากขนาดนี้" รวินท์ถาม น้ำเสียงสงบลงแต่ยังคงแฝงความระแวง "คุณเป็นใครกันแน่ ศิลา?" ศิลายิ้มจางๆ รอยยิ้มที่ทำให้ใจของรวินท์วูบไหว "ผมก็แค่ศิลปินที่รอคอยการกลับมาของเพื่อนเก่า... หรือบางที อาจจะเป็นคนที่เคยยืนอยู่ตรงข้ามกับคุณในโลกที่พังทลายนั้น แต่ในวินาทีนี้ ผมคือคนที่เลือกจะวางพู่กันเพื่อมาฉุดรั้งคุณไว้ ก่อนที่มิติจะล่มสลายลงจริงๆ" ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่กดดัน มันคือความเงียบของการตระหนักรู้ รวินท์หลับตาลง ภาพของเปลวเพลิง เสียงกรีดร้อง และความว่างเปล่าในวัยเด็กเริ่มปะติดปะต่อกันราวกับภาพจิ๊กซอว์ที่ถูกจัดวางใหม่ เขาเห็นตัวเองในชุดเครื่องแบบที่เขาไม่รู้จัก เห็นมือของเขาที่ถือวัตถุประหลาดที่ปลดปล่อยแสงสีเทาหม่น และเห็นดวงตาของ 'เหยื่อ' ที่เขาสังหาร... ซึ่งก็คือตัวเขาเองในวัยเด็ก "ผม... ยอมรับ" รวินท์กระซิบ ลมหายใจยาวเหยียดถูกพ่นออกมาเหมือนปลดปล่อยโซ่ตรวนที่ผูกมัดหัวใจมานานแสนนาน "ผมยอมรับว่ามันคือมือของผมเอง" ทันใดนั้น เสียงกระจกหน้าต่างบานใหญ่ของสตูดิโอพลันแตกละเอียดโดยไม่มีลมพัดผ่าน! เศษแก้วร่วงกราวลงพื้นราวกับหยาดฝนสีเงิน รวินท์ผุดลุกขึ้นสัญชาตญาณนักฆ่าในตัวตื่นขึ้นอีกครั้ง แต่สิ่งที่ก้าวเข้ามาในห้องไม่ใช่คน แต่เป็นเงาสีดำสนิทที่ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างมนุษย์ ร่างนั้นไม่มีใบหน้า มีเพียงดวงตาสีเทาหม่นคู่เดียวที่สะท้อนเงาของรวินท์และศิลาไว้ภายใน "ดูเหมือนว่า 'เจ้าของร่างจริง' จะเริ่มทนไม่ได้แล้วสินะที่นายเลิกวิ่งหนี" ศิลาเอ่ยเสียงเครียดพลางคว้าแขนรวินท์ไว้แน่น "รวินท์ ฟังผมนะ สิ่งที่คุณเพิ่งยอมรับไปคือกุญแจสำคัญ แต่มันยังไม่พอ... เพราะถ้าคุณให้อภัยตัวเองโดยไม่ทำลายวงจรนี้ สิ่งที่อยู่ในเงานั่นจะกลืนกินทุกอย่างที่เหลืออยู่" เงานั้นเริ่มขยายร่างจนมืดมิดไปทั่วทั้งห้อง มันพุ่งตรงมาที่รวินท์ด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ รวินท์ชักปืนกระบอกคู่ใจออกมาโดยอัตโนมัติ แต่ศิลากลับกดมือของเขาลง "อย่าสู้ด้วยปืน!" ศิลาตะโกน "จงสู้ด้วยความจริงที่คุณเพิ่งได้รับ! กอดมันไว้... กอดความเจ็บปวดนั้นให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้!" รวินท์ไม่ได้ทำตามสัญชาตญาณนักฆ่า เขาโยนปืนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี แล้วก้าวไปข้างหน้า ประจันหน้ากับเงามืดที่กำลังจะกระโจนเข้าใส่ เขาอ้าแขนออกกว้าง ยอมรับความมืดมิดนั้นเข้าสู่หัวใจโดยไม่มีกำแพงป้องกัน วินาทีที่เงานั้นสัมผัสตัวเขา โลกทั้งใบพลันสั่นสะเทือน ความเจ็บปวดมหาศาลแล่นผ่านเส้นประสาทราวกับถูกสายฟ้าฟาด ทว่ากลางความมืดมิดนั้น รวินท์กลับเห็นใบหน้าของใครบางคนโผล่ออกมาจากเงานั้น... ใบหน้าที่เขาเฝ้าตามหามาตลอดสามสิบปี ใบหน้าที่ควรจะตายไปในกองเพลิงนั้นแล้ว คนคนนั้นยิ้มให้เขา... แล้วกระซิบคำที่ทำให้โลกของรวินท์พังทลายลงอีกครั้ง "ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดนี้ด้วยกันนะครับ ผมจะรอพบทุกท่านในตอนถัดไปครับ" สเปซโอเดสซีย์
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%