"ถ้ามือของคุณเปื้อนสีเพียงเพราะต้องการบันทึกความทรงจำของคนอื่น... แล้วถ้าผมบอกว่าสีพวกนั้นคือเลือดของครอบครัวผมล่ะ คุณจะยังกล้าตวัดพู่กันลงบนผืนผ้าใบอีกไหม ศิลา?"
น้ำเสียงของรวินท์ราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับบาดลึกราวกับคมมีดที่กรีดลงบนความเงียบงันภายในห้องสตูดิโอแคบๆ แห่งนี้ ศิลายืนนิ่งค้าง พู่กันในมือสั่นไหวเล็กน้อยจนหยดสีน้ำเงินเข้มร่วงหล่นลงบนพื้นไม้กระดาน ราวกับหยดเลือดที่ค่อยๆ ซึมลึกหายไปในรอยแตกของความลับ
ศิลาเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า ดวงตาที่มักจะมองโลกผ่านเลนส์ของความงดงาม บัดนี้กลับสั่นไหวด้วยความสับสน เขาวางพู่กันลงช้าๆ พยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิง
"คุณกำลังจะบอกอะไรผม รวินท์... เรื่องครอบครัวของคุณกับภาพวาดพวกนี้ มันเกี่ยวกันยังไง?" ศิลาถาม เสียงของเขาแหบพร่า
รวินท์ไม่ได้ตอบในทันที เขาเดินสำรวจไปรอบห้อง มือที่สวมถุงมือหนังแตะสัมผัสไปตามภาพวาดที่เรียงรายอยู่ข้างฝา แต่ละภาพไม่ใช่แค่ทิวทัศน์ธรรมดา หากแต่มันคือการบันทึกเหตุการณ์ที่ศิลาเองก็ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเขาถึง 'ฝันเห็น' มันซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวินท์หยุดลงที่ภาพวาดสีน้ำมันชิ้นหนึ่ง เป็นภาพบ้านไม้เก่าริมทะเลสาบที่ถูกเปลวเพลิงล้อมรอบ
"ภาพนี้... คุณวาดมันเมื่อสามปีก่อน วันที่ผมสูญเสียทุกอย่าง" รวินท์ชี้นิ้วไปที่ภาพนั้น "คุณวาดมันเหมือนกับว่าคุณไปยืนดูอยู่ตรงนั้นจริงๆ"
"ผมแค่ฝัน..." ศิลาแย้ง แม้จะรู้ดีว่าคำนี้ฟังดูไร้น้ำหนักเหลือเกิน "มันเป็นแค่ความฝันที่ชัดเจนเกินไปจนผมอดไม่ได้ที่จะถ่ายทอดมันออกมา"
"ความฝันงั้นหรือ?" รวินท์แค่นหัวเราะ ความเจ็บปวดในดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นความขุ่นมัว "คุณจำชายในชุดสูทสีเทาที่ยืนอยู่ข้างหลังบ้านหลังนั้นในภาพได้ไหม? ชายที่ถือตลับเงินนั่นน่ะ"
ศิลาชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัด เขาจำชายคนนั้นได้แม่นยำ ไม่ใช่เพราะฝัน แต่เพราะมันคือจุดเดียวในภาพที่เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้ 'วาด' ขึ้นมาเอง แต่มันเหมือนกับว่ามือของเขากำลังถูกใครบางคนบงการให้ตวัดพู่กันเพื่อบันทึก 'ใครคนหนึ่ง' ลงไปในประวัติศาสตร์ที่รวินท์พยายามจะลืม
"ผมไม่ได้วาดเขา..." ศิลาพึมพำ เริ่มถอยห่างจากรวินท์ "ผมพยายามจะลบเขาออกไปหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ตื่นมา เขาก็จะกลับมาอยู่ตรงนั้นเสมอ"
"เพราะคนคนนั้นคือลุงของผม" รวินท์หันกลับมาประจันหน้า สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของศิลา "และตลับเงินในมือเขานั่นแหละ คือต้นเหตุที่ทำให้พ่อแม่ผมต้องตาย คุณศิลา... คุณไม่ได้แค่ฝันไป แต่คุณกำลังทำหน้าที่เป็น 'พยาน' ให้กับฆาตกรที่ฆ่าครอบครัวผมโดยที่คุณไม่รู้ตัว"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง ศิลารู้สึกเหมือนอากาศในห้องเริ่มเบาบางลง เขาพยายามลำดับภาพในหัว สิ่งของในตลับเงินนั้นคืออะไรกันแน่? ทำไมภาพวาดของเขาถึงกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่รวินท์ตามหามาตลอดหลายปี
"ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขา" ศิลาพยายามปฏิเสธ มือของเขาสั่นจนต้องกำหมัดแน่น "ผมเป็นแค่ศิลปิน ผมไม่เคยรู้จักใครที่ชื่อลุงของคุณ ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าคนในภาพวาดนั่นมาก่อนนอกเหนือจากในจิตนาการของตัวเอง"
"ผมก็เคยคิดแบบนั้น" รวินท์ก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นไอของสีน้ำมันและหยาดเหงื่อที่ระเหยออกมาจากตัวศิลา "จนกระทั่งวันนี้... เมื่อเช้าผมไปที่ที่ทำการไปรษณีย์ ผมได้รับพัสดุจากนิรนามข้างในคือภาพสเก็ตช์ชุดหนึ่ง ลายเส้นพวกนี้... มันเป็นลายเส้นเดียวกับที่คุณใช้ฝึกวาดในสมุดโน้ตสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ศิลา"
รวินท์หยิบซองเอกสารออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทแล้วโยนลงบนโต๊ะไม้ ภาพสเก็ตช์หลายใบกระจายออกมา บนมุมขวาของทุกใบมีตราประทับลางๆ เป็นรูปนกพิราบคาบกิ่งไม้ ซึ่งเป็นตราประจำตระกูลที่ศิลาเองก็ไม่เคยรู้ว่าตนเองมีสิทธิ์ครอบครอง
ศิลาหยิบภาพสเก็ตช์ขึ้นมาดู หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น ลายเส้นเหล่านั้นคือความทรงจำที่หายไปของเขาเอง เป็นภาพของชายในชุดสูทสีเทาที่เขาวาดลงในสมุดบันทึกตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็กกำพร้าในสถานสงเคราะห์
"ภาพพวกนี้..." ศิลาหน้าซีดเผือด "ผมไม่เคยเห็นมันมาก่อน แต่มันเป็นลายมือของผมจริงๆ"
"นั่นเพราะคุณไม่ใช่แค่ศิลปินที่มีพรสวรรค์" รวินท์พูดด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงจนแทบจะเป็นกระซิบ แต่แฝงไปด้วยความเคียดแค้นที่พุ่งพล่าน "คุณคือ 'กุญแจ' ที่พวกมันใช้เก็บความลับของตระกูลผมไว้ในหัวของคุณมาตลอด และตอนนี้... ความทรงจำที่พวกมันกดทับไว้กำลังจะตื่นขึ้น"
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องสตูดิโอดังขึ้น เป็นจังหวะหนักแน่นและมั่นคงที่ทำให้ทั้งสองคนหยุดบทสนทนา รวินท์รีบคว้าปืนพกขึ้นมาจ่อที่ระดับเอว ขณะที่ศิลารู้สึกเหมือนมีเสียงกระซิบแปลกปลอมดังขึ้นในหัว
ประตูห้องเปิดออกช้าๆ ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาผู้คุ้นตา—ชายคนเดียวกับในภาพวาด—ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เขาส่งยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกเย็นเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง เขามองผ่านรวินท์ไปราวกับมองไม่เห็นคนไร้ค่า ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่ศิลาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูน่าขนลุก
"ยินดีด้วยที่จำได้สักทีนะ ศิลา... ถึงเวลาที่ 'ผลงานชิ้นเอก' ที่แท้จริงจะต้องถูกปลดล็อกเสียที"
ชายคนนั้นวางกุญแจเงินดอกหนึ่งลงบนโต๊ะ ทันทีที่ศิลาสัมผัสถูกโลหะเย็นเฉียบนั้น ภาพความทรงจำที่แตกสลายก็พุ่งทะลุเข้ามาในสมองของเขาพร้อมกับความเจ็บปวดราวกับถูกกรีดสมอง... เขาเห็นตัวเองในวัยเด็กยืนอยู่หน้าบ้านที่ถูกไฟไหม้ มือข้างหนึ่งถือกระเป๋าเดินทาง และในกระเป๋านั้นคือสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยรหัสลับแห่งการล่มสลายของตระกูลรวินท์
รวินท์มองศิลาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากความเกลียดชังกลายเป็นความตระหนกสุดขีด เมื่อเขาเห็นศิลาหยิบกุญแจนั้นขึ้นมา แสงสีฟ้าจางๆ สว่างวาบออกมาจากปลายนิ้วของศิลา และเงาในกระจกที่วางอยู่ข้างฝาไม่ได้สะท้อนภาพศิลาคนเดิมอีกต่อไป แต่มันสะท้อนให้เห็นร่างของชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา... ชายที่ดูเหมือนรวินท์ราวกับเป็นฝาแฝดที่หายสาบสูญไป
"รวินท์..." ศิลาเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเทาสนิทดุจหมอกควัน "ผมไม่รู้ว่าคุณจะเชื่อไหม... แต่คนที่คุณตามล่ามาตลอดชีวิต ไม่ใช่คนแปลกหน้า... แต่มันคือตัวคุณเองในอีกมิติหนึ่งต่างหาก"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งความจริงร่วมกันกับสเปซโอเดสซีย์นะครับ
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 27
ความจริงอีกด้าน
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!