"มึงกล้าพูดว่ามึงไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ เหรอ รวินท์?"
เสียงทุ้มต่ำของศิลาในวินาทีก่อนที่เขาจะหันหลังเดินจากไป ยังคงดังก้องอยู่ในมวลอากาศที่นิ่งสนิทราวกับถูกแช่แข็ง รวินท์ยืนนิ่งอยู่กลางห้องทำงานที่กว้างใหญ่ ความเงียบงันในค่ำคืนนี้ไม่ได้นำพามาซึ่งความสงบ แต่มันคือกรงขังที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น
เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังตัวเดิม กลิ่นจางๆ ของสีน้ำมันและกลิ่นบุหรี่คาร์เทียร์ที่ศิลาชอบสูบยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก มันเป็นกลิ่นที่เขาเคยคิดว่าน่ารำคาญ แต่ในวินาทีนี้... มันกลับกลายเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้
รวินท์มองไปยังโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่า ข้าวของของศิลาถูกเก็บออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงรอยคราบจางๆ บนพื้นไม้ที่บ่งบอกว่าเคยมีขาตั้งเฟรมภาพวางอยู่ตรงนั้น มันว่างเปล่าจนน่าใจหาย ราวกับว่าตัวตนของศิลาถูกลบออกไปจากชีวิตของเขาอย่างถาวร
"มึงไม่ได้แค่หายไป... แต่มึงเอาความหมายของการมีชีวิตอยู่ของกูไปด้วยต่างหาก" รวินท์พึมพำกับความมืด สายตาของเขาทอดมองไปยังผนังห้องที่ว่างเปล่า เขานึกถึงแววตาที่ผิดหวังและโกรธเกรี้ยวของศิลาเมื่อครู่ ทุกคำพูดของเพื่อนสนิทกรีดลึกลงไปในรอยแผลเก่าที่เขาพยายามปกปิดไว้ด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึกมาตลอดหลายปี
รวินท์เอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักโต๊ะ ลึกเข้าไปในนั้นมีภาพวาดใบเล็กๆ ใบหนึ่งที่ศิลาเคยวาดไว้ให้เขาเป็นของขวัญวันเกิดเมื่อหลายปีก่อน ในภาพนั้นไม่มีใบหน้าของคน มีเพียงเงาของสองร่างที่ยืนอยู่บนขอบฟ้าที่กำลังแตกสลาย ในตอนนั้นเขาเพียงแค่หัวเราะและบอกว่ามัน 'ดูประหลาด' แต่ในวันนี้ เมื่อเขามองดูมันอีกครั้ง เส้นสายที่ตวัดเฉียบคมของศิลากลับดูราวกับเสียงร้องไห้ที่เงียบงันที่สุดในชีวิต
เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ ภาพสะท้อนของตัวเขาในกระจกดูเลื่อนลอย ชายหนุ่มมาดเนี้ยบในชุดสูทที่ดูสมบูรณ์แบบ แต่แววตาข้างในกลับว่างเปล่าราวกับหลุมศพที่ไร้ชื่อ
เขากำลังสูญเสียทุกอย่าง ไม่ใช่เพราะศิลาจากไป... แต่เพราะเขารู้ดีว่าศิลาพูดถูก สิ่งที่เขา 'ทำ' กับเธอคนนั้น—ผู้หญิงที่เขารักและสูญเสียไปพร้อมกับครอบครัว—มันไม่ใช่แค่ความผิดพลาดในอดีต แต่มันคือนิสัยที่เขายังคงทำซ้ำๆ กับคนรอบข้างมาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือการดึงคนอื่นเข้ามาในโลกที่มืดมิดของเขา แล้วผลักไสพวกเขาออกไปเมื่อความอึดอัดเริ่มกัดกินจนเกินต้านทาน
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เสียงเคาะประตูไม้แผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ รวินท์ไม่ได้หันไปมอง เขาคิดว่าเป็นแม่บ้านที่ขึ้นมาทำความสะอาดตามปกติ จึงได้แต่ตอบกลับไปเสียงเรียบ
"ผมบอกแล้วว่าไม่ต้องเข้ามา ผมต้องการอยู่คนเดียว"
"ผมรู้ว่าคุณต้องการอยู่คนเดียว... แต่ผมไม่คิดว่าคุณต้องการตายไปพร้อมกับความลับพวกนั้นในคืนนี้หรอกนะ รวินท์"
น้ำเสียงที่คุ้นเคยไม่ได้เป็นของศิลา แต่เป็นเสียงที่สั่นประสาทของชายอีกคนที่เขาไม่อยากเจอที่สุดในเวลานี้ รวินท์หมุนตัวกลับทันที มือของเขาเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มยืนพิงกรอบประตูอยู่ สายตาของเขาคมกริบและเต็มไปด้วยความสมเพช รวินท์จำคนผู้นี้ได้ดี... คนที่เป็นตัวการสำคัญในเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน คนที่รู้ดีว่าทำไมในวันนั้น รถคันนั้นถึงไม่ได้ไปถึงจุดหมายที่ควรจะเป็น
"มึงมาที่นี่ทำไม อัศวิน" รวินท์ถาม น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความโกรธที่พยายามกดทับไว้
อัศวินก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ เขาสังเกตเห็นโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่าของศิลาแล้วยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ "ศิลาไปแล้วสินะ... น่าเสียดายที่มึงเพิ่งจะมารู้ตัวเอาตอนนี้ว่า ต่อให้มึงจะฉลาดแค่ไหน มึงก็ไม่เคยรักษาใครไว้ได้เลยสักคน"
อัศวินเดินไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา มันเป็นจดหมายที่ยังไม่ได้ส่งที่ศิลาเขียนทิ้งไว้ เขาอ่านมันผ่านๆ ก่อนจะโยนลงบนพื้นต่อหน้ารวินท์ "มึงอ่านเสียสิ... บางทีความจริงที่มึงกลัวที่สุด อาจจะไม่ได้อยู่ที่อดีต แต่มันซ่อนอยู่ในข้อความพวกนี้ต่างหาก"
รวินท์ก้มลงมองจดหมายแผ่นนั้น ลายมือของศิลาปรากฏชัดเจน แต่สิ่งที่ทำให้นิ่งงันไปไม่ใช่ข้อความข้างใน... หากแต่เป็นรอยเลือดหยดเล็กๆ ที่เปรอะเปื้อนอยู่ตรงมุมกระดาษ หัวใจของรวินท์ร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารีบก้มลงหยิบมันขึ้นมาอ่านด้วยมือที่สั่นเทา
*‘รวินท์... ถ้ามึงได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แปลว่ากูคงไม่ได้อยู่รอคำตอบจากมึงแล้ว ไม่ใช่เพราะกูอยากไป แต่เพราะมีคนบอกกูว่า... ในคืนที่ครอบครัวมึงตาย มีคนเห็นมึงอยู่ในรถคันนั้นตั้งแต่วินาทีแรกที่มันขยับออกจากบ้าน’*
รวินท์ชะงัก ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปทันที โลกทั้งใบดูเหมือนกำลังหมุนคว้าง อัศวินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตาของเขามืดดำราวกับสัตว์ร้ายที่รอจังหวะตะปบ
"อดีตมันไม่ได้จากไปไหนหรอกรวินท์ มันแค่รอเวลาที่จะกลับมาฆ่ามึงในตอนที่มึงกำลังอ่อนแอที่สุด... และดูเหมือนตอนนี้ มึงก็ไม่มีแม้แต่เหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วใช่ไหมล่ะ?"
รวินท์เงยหน้ามองอัศวิน ความรู้สึกอ้างว้างเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยือกที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง เขาไม่รู้ว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่างความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ หรือการที่เขารู้ดีว่า... ศิลาอาจจะไม่มีชีวิตอยู่เพื่อรับฟังคำแก้ตัวของเขาอีกต่อไปแล้ว
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในความเปราะบางของชีวิตกับผมนะครับ
สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 26
ความคิดถึงในห้องว่าง
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!