"ถ้ามึงก้าวออกมาจากหลังประตูบานนั้น นั่นเท่ากับว่ามึงทิ้งกูไว้กับความตายนะศิลา"
เสียงของรวินท์ต่ำพร่า ทว่ากังวานด้วยความเย็นชาที่บาดลึกถึงกระดูก เขายืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงที่ถูกล้อมกรอบด้วยเงาตะคุ่มของชายฉกรรจ์นับสิบที่คืบคลานเข้ามาจากทุกทิศทาง เสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนพื้นไม้เก่าดังกระทบโสตประสาทเป็นจังหวะเหมือนเสียงนับถอยหลังของระเบิดเวลา
ศิลาในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เปรอะเปื้อนด้วยรอยฝุ่นและหยดเลือดจางๆ ยืนหันหลังให้เขา มือของศิลปินหนุ่มสั่นเทาขณะจับลูกบิดประตูไม้แกะสลักที่นำไปสู่เส้นทางรอดเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ เขาไม่ได้หันกลับมามองใบหน้าของคนที่เคยเป็นดั่งโลกทั้งใบของเขาในยามนี้
"กูขอเวลา... รวินท์" ศิลาเอ่ยเสียงแผ่ว สั่นพร่าราวกับเศษแก้วที่บาดลึกอยู่ในลำคอ "กูไม่ได้ทิ้งมึง แต่กูแค่... กูไม่รู้จะอยู่กับสิ่งที่กูเพิ่งเห็นไปได้ยังไง"
รวินท์แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ มันเป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ แฝงไปด้วยความเวทนาต่อตัวเองและคนตรงหน้า "สิ่งที่มึงเห็น? สิ่งที่มึงเห็นคือความจริงที่กูพยายามซ่อนไว้เพื่อปกป้องมึงมาตลอดไงล่ะ ศิลา! มึงคิดว่าโลกของกูมันสวยหรูเหมือนภาพวาดของมึงหรือไง?"
รวินท์สาวเท้าเข้าไปใกล้ศิลาอีกก้าว เงาดำของชายฉกรรจ์ด้านนอกหยุดชะงักลงครู่หนึ่งราวกับกำลังรอคอยชมละครฉากใหญ่ที่กำลังจะถึงจุดแตกหัก รวินท์คว้าไหล่ของศิลาให้หมุนกลับมาเผชิญหน้ากัน นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากแห่งความสุขุม
"มึงต้องการเวลาทบทวนงั้นเหรอ?" รวินท์กระซิบชิดใบหน้าของอีกฝ่าย ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในความเงียบที่กดดัน "ในขณะที่ปืนพวกนั้นกำลังจ่อหัวเราอยู่เนี่ยนะ? มึงเลือกที่จะใจเสาะในเวลาที่ความเป็นตายอยู่แค่ปลายจมูกเนี่ยนะ!"
ศิลาเงยหน้าขึ้นมองรวินท์ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยสีสันของจินตนาการบัดนี้ดูหม่นหมองเหมือนภาพวาดที่ถูกละเลงด้วยสีเทาหม่น เขาผลักรวินท์ออกเบาๆ ไม่ใช่ด้วยความรุนแรง แต่ด้วยความสิ้นหวังที่มากกว่า
"ใช่... กูมันใจเสาะ" ศิลาตอบกลับ นัยน์ตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรวินท์ "เพราะภาพวาดของกูมันมีแต่ความงาม แต่สิ่งที่มึงทำ... มันคือความโสมมที่กูไม่สามารถเอาสีอะไรมากลบให้หายไปได้อีกแล้ว ถ้ากูยังต้องเห็นมึงเปื้อนเลือดแบบนี้ แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กูขอไปตายดีกว่าที่จะต้องอยู่กับคนแบบมึง... ตอนนี้"
รวินท์ชะงัก ฝ่ามือที่เคยจับไหล่ศิลาตกข้างลำตัวอย่างอ่อนแรง ความนิ่งเฉยที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อเห็นแววตาที่ศิลามองเขา... มันไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่มันคือ 'ความผิดหวัง' ที่รุนแรงยิ่งกว่าการถูกมีดกรีดลงบนเนื้อสดๆ
"ถ้ามึงไป... มึงจะไม่มีวันกลับมาเห็นกูในแบบที่มึงเคยรู้จักอีกเลย" รวินท์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสั่นเครือ
ศิลาไม่ตอบ เขาหมุนตัวกลับไปที่ประตู มือที่จับลูกบิดบิดหมุนอย่างมั่นคงก่อนจะเปิดมันออก แสงสลัวจากด้านนอกสาดเข้ามาปะทะใบหน้าของศิลา ทำให้รวินท์มองเห็นเพียงเงาร่างที่ค่อยๆ ก้าวเลือนหายไปในความมืดมิดของพายุที่กำลังก่อตัว
ทว่า ทันทีที่เท้าของศิลาพ้นขอบประตู เสียงปืนนัดหนึ่งก็ดังสนั่นขึ้น!
รวินท์เบิกตากว้าง พุ่งตัวไปข้างหน้าสัญชาตญาณความตายที่เขาคุ้นเคยทำงานรวดเร็วกว่าความคิด แต่สิ่งที่เขาเห็นเมื่อก้าวพ้นประตูออกมา กลับไม่ใช่ศิลาที่นอนจมกองเลือด
กลางลานบ้าน ร่างของศิลายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น แต่ที่ปลายกระบอกปืนของชายหัวหน้ากลุ่มที่กำลังจ่อเข้าที่ขมับของศิลา กลับปรากฏร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่รวินท์คิดว่าตายไปนานแล้วจากเหตุการณ์ในอดีต เธอเดินออกมาจากเงามืดด้วยรอยยิ้มที่กรีดลึกไปถึงขั้วหัวใจของรวินท์
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ... รวินท์" หญิงสาวคนนั้นเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาทุกคนในบริเวณนั้นต้องหยุดหายใจ เธอหันไปกระซิบที่ข้างหูของศิลาซึ่งกำลังยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป "บอกเขาไปสิที่รัก... ว่าทำไมถึงได้ยอมให้เขาปล่อยมือจากนายง่ายดายขนาดนี้"
ศิลาค่อยๆ หันกลับมามองรวินท์ ใบหน้าของศิลปินหนุ่มไร้ซึ่งความรู้สึก แต่ในดวงตานั้นกลับมีน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินออกมา พร้อมกับคำพูดที่ทำให้รวินท์ต้องแทบทรุดเข่าลงกับพื้น
"เพราะสิ่งที่กูเห็น... ไม่ใช่แค่สิ่งที่มึงทำรวินท์... แต่คือสิ่งที่มึง 'ทำ' กับเธอคนนี้มาตลอดต่างหาก"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันในบทถัดไปนะครับ - สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 25
ความเย็นชาชั่วคราว
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!