“นายกำลังจะบอกว่า... รูปวาดพวกนั้นไม่ใช่แค่จินตนาการ แต่เป็นบันทึกเหตุการณ์จริงที่นายเคยเห็นมากับตาอย่างนั้นเหรอ ศิลา?”
เสียงของรวินท์ทุ้มต่ำ ทว่าแฝงด้วยแรงสั่นสะเทือนที่เจ้าตัวพยายามกดเอาไว้จนสุดกำลัง เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา สายตาจับจ้องเพียงภาพวาดชิ้นสุดท้ายที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน—ภาพวาดที่แสดงเหตุการณ์ไฟไหม้ในคืนที่ครอบครัวของเขาต้องจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ศิลานิ่งงัน มือที่เคยจับพู่กันอย่างมั่นคงบัดนี้สั่นเทาเล็กน้อย เขาขยับแว่นสายตาที่ดูจะหนักอึ้งเกินกว่าปกติในยามนี้ ศิลปินหนุ่มถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ร่างกายของเขาราวกับถูกสูบวิญญาณออกไปครึ่งค่อน
“ผมไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนั้น รวินท์” ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ผมพยายามจะวาดภาพอื่น แต่มือของผม... เหมือนมันมีชีวิตของมันเอง มันมักจะลากเส้นไปตามความทรงจำที่ตกค้างอยู่ในจิตใต้สำนึก และในคืนที่ผมเริ่มลงสีภาพนี้ ผมถึงได้รู้ว่า สิ่งที่ผมเคยคิดว่าเป็นเพียงฝันร้ายซ้ำซาก แท้จริงแล้วมันคือเศษเสี้ยวความจริงที่นายพยายามทำลายทิ้ง”
รวินท์เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำ ไม่ใช่เพราะน้ำตา แต่เป็นความโกรธแค้นที่ผสมปนเปกับความหวาดกลัว เขาคว้ากระดาษแผ่นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้กองพู่กันขึ้นมา มันไม่ใช่ภาพวาด แต่มันคือจดหมายเก่าที่ผ่านการถูกเผาไหม้ไปบางส่วน ข้อความบางบรรทัดปรากฏเด่นชัด—*‘ความลับไม่ได้ตายไปพร้อมกับเปลวเพลิง แต่มันถูกฝังไว้ในที่ที่แกไม่มีวันหาเจอ’*
“นี่มันอะไร” รวินท์เค้นเสียงถาม
ศิลาหลับตาลงแน่น ราวกับว่าหากเขาปิดการมองเห็นได้ ความจริงที่โหดร้ายนี้จะจางหายไป “นั่นคือสิ่งที่พ่อของนายทิ้งไว้ให้ผม ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตสามวัน รวินท์... พ่อของนายไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ และไฟที่นั่นก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความประมาทอย่างที่ตำรวจสรุปไว้ในสำนวนคดี”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอันมืดสลัว กลิ่นสีน้ำมันที่เคยให้ความรู้สึกผ่อนคลาย กลับกลายเป็นกลิ่นอับชื้นที่ชวนให้หายใจไม่ออก รวินท์กำจดหมายในมือแน่นจนยับยู่ยี่ หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองศึกที่รอวันปะทะ
“ใคร” รวินท์ถามสั้นๆ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เยือกเย็น ดุดัน และอันตรายกว่าที่ศิลาเคยรู้จัก
“นายยังไม่พร้อมที่จะรับรู้รวินท์ พลังของความจริงมันทำลายล้างได้มากกว่าไฟกองนั้นหลายเท่านัก” ศิลาลืมตาขึ้น จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเพื่อนชาย “นายคิดว่าทำไมผมถึงยอมเปิดบ้านหลังนี้ให้คุณเข้ามา และทำไมผมถึงวาดรูปคนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาตลอดชีวิต... ทั้งหมดนี้ก็เพราะผมถูกจ้างให้วาด ‘ภาพฉากสุดท้าย’ ของครอบครัวนายมาตั้งแต่วันแรก”
รวินท์ชะงักไปครู่หนึ่ง ร่างกายที่ตั้งท่าจะพุ่งเข้าไปประชิดตัวศิลาพลันหยุดกึก ความสับสนเข้าจู่โจมเขาจากทุกทิศทาง “ใครจ้างนาย? บอกชื่อมันมา!”
ศิลายิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง “คนที่อยู่ในห้องนี้... คนที่กำลังยืนอยู่หลังประตูบานนั้นมาตลอดตั้งแต่เราเริ่มคุยกัน”
รวินท์หันขวับไปทางประตูห้องทำงานที่ปิดสนิททันที ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง บรรยากาศภายในห้องดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ประตูไม้บานนั้นค่อยๆ แง้มออกด้วยฝีมือของใครบางคนที่ยืนรอฟังความลับทั้งหมดนี้อยู่เงียบๆ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นเดินเข้ามาใกล้ แสงไฟจากโคมไฟบนโต๊ะสลัวลงจนแทบมองไม่เห็นเค้าโครงหน้าของผู้ที่ก้าวเข้ามา รวินท์กำหมัดแน่น เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่เมื่อบุคคลนั้นก้าวออกมาจนแสงไฟกระทบใบหน้า รวินท์ก็ถึงกับผงะ ถอยหลังกรูดไปชนกับขอบโต๊ะจนสีน้ำมันที่ศิลาเพิ่งวาดเสร็จร่วงหล่นลงพื้น
คนคนนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นคนที่รวินท์ไว้วางใจที่สุดในชีวิต... คนที่เขามองว่าเปรียบเสมือนพี่ชายที่คอยปกป้องเขามาตลอดสิบปีหลังสุด
“นายคงสงสัยใช่ไหมรวินท์ ว่าทำไมศิลาถึงต้องโกหกนายมาตลอด” ชายคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นิ่งสงบจนน่าขนลุก
รวินท์พยายามรวบรวมสติ แม้ลมหายใจจะติดขัด “พี่... พี่ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร พี่เป็นคนเดียวที่ผมเชื่อใจ!”
“นั่นคือจุดอ่อนที่สุดของนาย” ชายคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่คืบ เขาหยิบภาพวาด ‘ฉากไฟไหม้’ ของศิลาขึ้นมาพินิจดู ก่อนจะฉีกมันทิ้งต่อหน้าต่อตารวินท์อย่างไร้ความปราณี “ภาพวาดของศิลาไม่ได้เล่าเรื่องอดีต แต่มันคือพิมพ์เขียวของอนาคตที่นายกำลังจะเผชิญ... และตอนนี้ ถึงเวลาที่นายต้องชดใช้ในสิ่งที่พ่อของนายได้ทิ้งไว้แล้ว”
รวินท์จ้องมองเศษกระดาษที่ปลิวว่อนราวกับเถ้าถ่านจริง ความตระหนักรู้บางอย่างกระแทกเข้าที่ใจกลางความรู้สึก เขาเพิ่งเข้าใจว่าการเดินทางทั้งหมดนี้ไม่ใช่การไขปริศนาอดีต แต่เป็นการเดินเข้าสู่กับดักที่ถูกวางไว้ตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มตามหาความจริง
รอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัวปรากฏบนใบหน้าของคนตรงหน้า พร้อมกับเสียงฝีเท้าของคนอีกกลุ่มที่กำลังล้อมกรอบบ้านหลังนี้ไว้ทุกทิศทาง ความหวังที่จะหนีออกไปเริ่มเลือนหายไปพร้อมกับความเชื่อใจที่แตกสลาย รวินท์มองศิลาที่ก้มหน้านิ่งอย่างยอมจำนน ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังย่างกรายเข้ามาในรูปแบบของคนที่เขารักที่สุด
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของรวินท์และศิลานะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปนะครับ - สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 24
ผลกระทบที่ตามมา
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!