"ถ้าคุณจะเก็บมันไว้เพื่อทรมานตัวเองต่อไป ผมก็ไม่มีสิทธิ์ห้าม แต่ถ้าจะให้ผมยืนมองคุณแตกสลายไปมากกว่านี้... ผมคงทำไม่ได้ครับ"
ศิลาวางพู่กันในมือลงจนเกิดเสียงกระทบถาดสีเบาๆ เขาไม่ได้หันไปมองรวินท์ที่ยืนพิงผนังห้องทำงานอยู่เงียบๆ แต่แผ่นหลังที่เกร็งแน่นของอีกฝ่ายนั้นบอกชัดเจนว่าพายุในใจกำลังโหมกระหน่ำเพียงใด
รวินท์เงยหน้าขึ้นมองภาพวาดสีน้ำมันที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์บนขาตั้งของศิลา ในนั้นเป็นรูปเงาของใครบางคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางหมอกจางๆ คล้ายกับตัวเขาในวันที่สูญเสียทุกอย่างไป ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับกำลังตัดสินใจกระโดดลงจากหน้าผาที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง
"คุณรู้ไหมศิลา" รวินท์เอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นไหวเล็กน้อย "ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้แค่พยายามลืม แต่มันเหมือนผมกำลังขุดหลุมฝังศพตัวเองให้ลึกลงไปทุกวัน ในขณะที่คนอื่นใช้ชีวิตอยู่บนผิวดิน ผมกลับถูกขังอยู่ในนั้น... กับความจริงที่ว่า มือคู่นี้แหละที่ปล่อยให้มันเกิดขึ้น"
ศิลาชะงักไป ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสีน้ำมันและกลิ่นกระดาษเก่าๆ เขาหมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับรวินท์ แววตาของศิลปินหนุ่มคู่นั้นไม่ได้มีความรังเกียจ มีเพียงความเศร้าสร้อยที่สะท้อนความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง
"เหตุการณ์ในคืนนั้น... ที่ไร่ริมผา" รวินท์เริ่มเล่า ดวงตาของเขาจ้องมองผ่านศิลาไปราวกับเห็นภาพฉายในอดีตที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น "พ่อไม่ได้ตั้งใจจะเผาหลักฐานนั่นทิ้งเพื่อทำลายตระกูล แต่เขาเผามันเพื่อปกป้องความลับที่หากมันหลุดรอดออกไป เราจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขอีกเลย ผมเป็นคนถือไฟแช็กนั่นเองศิลา... ผมเป็นคนจุดประกายไฟที่กลืนกินบ้านทั้งหลังไปในพริบตา โดยคิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง"
ศิลานิ่งงัน คำพูดเหล่านั้นหนักอึ้งราวกับก้อนหินที่ถูกทุ่มลงในใจของเขา "แต่ตอนนั้นคุณยังเด็กมากนะรวินท์ คุณถูกบังคับหรือถูกชี้นำมาอีกทีใช่ไหม?"
"นั่นคือสิ่งที่ผมบอกตัวเองมาตลอดเพื่อให้อยู่รอดครับ" รวินท์เดินเข้ามาใกล้ ย่อตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มือที่เคยแข็งแกร่งสั่นเทาขณะประสานกันแน่น "แต่ความจริงคือ... ผมรู้เห็นมาตลอดว่าไฟจะลุกลามไปที่ห้องนอนของแม่ ผมเห็นร่างของเธอในเงาสะท้อนของหน้าต่าง แต่ผมเลือกที่จะหมุนตัวเดินออกมา... เพราะความกลัวที่ว่า หากแม่รอดไปได้ เธอจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำลายทุกอย่างที่พ่อสร้างไว้ ผมเลือกความมั่งคั่งและชื่อเสียงของตระกูลเหนือชีวิตของผู้หญิงที่อุ้มชูผมมา"
หยดน้ำตาที่รวินท์กลั้นไว้มาตลอดชีวิตไหลรินออกมาเงียบๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่บาดลึกถึงกระดูก ศิลาเอื้อมมือไปคว้ามือของอีกฝ่ายไว้แน่น สัมผัสที่อบอุ่นนั้นทำเอารวินท์สะอื้นออกมาเบาๆ
"ผมไม่ใช่เหยื่อศิลา ผมคือฆาตกรที่ซ่อนตัวอยู่หลังหน้ากากของคนที่น่าสงสารมาโดยตลอด ความรู้สึกผิดนี่แหละที่คอยตอกย้ำว่าผมไม่มีค่าพอที่จะได้รับความรักจากใคร... ไม่ว่าจะจากใครก็ตาม"
"คุณไม่ใช่ฆาตกร" ศิลาเค้นเสียงเอ่ยขึ้นด้วยความมุ่งมั่น "คุณเป็นแค่เด็กชายที่ถูกหล่อหลอมด้วยปีศาจในคราบพ่อ ความผิดบาปที่คุณแบกไว้น่ะ มันหนักเกินกว่าหัวใจดวงเดียวจะรับไหว และตอนนี้คุณก็ไม่ต้องแบกมันลำพังแล้วครับ"
รวินท์เงยหน้าขึ้นมองศิลา ดวงตาของเขาแดงก่ำ ทว่าแววตาที่เคยหม่นแสงเริ่มมีความหวังบางอย่างจุดประกายขึ้นมา แต่ทว่า ในวินาทีที่รวินท์กำลังจะอ้าปากเอ่ยขอบคุณ เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง
*ปัง! ปัง! ปัง!*
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตอบรับ ประตูบานหนักก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรง ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มที่รวินท์คุ้นเคยเป็นอย่างดีก้าวเข้ามาในห้อง แววตาของเขาวาวโรจน์และเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งที่แช่ศพเอาไว้ รวินท์ชะงักค้างทันที ราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนขยับไม่ได้
"รวินท์... ลูกชายคนโตของพ่อ" เสียงทุ้มต่ำนั้นเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก "คิดจะสารภาพความลับที่ควรจะตายไปพร้อมกับกองเพลิงให้คนนอกฟังงั้นหรือ? ช่างเป็นเด็กที่น่าผิดหวังเสียจริง"
ร่างของชายคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้จนแสงไฟจากโคมไฟระย้าสะท้อนเข้ากับใบหน้าของเขา ทำให้เห็นรอยแผลเป็นที่ซ่อนอยู่ใต้กรามชัดเจน ศิลาลุกขึ้นยืนบังรวินท์ไว้โดยสัญชาตญาณ แต่ผู้มาเยือนกลับหัวเราะในลำคอ พร้อมกับหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลโยนลงบนโต๊ะ
"ในนั้นมีหลักฐานที่ยืนยันว่าสิ่งที่ลูกพูดไปเมื่อครู่... มันไม่ใช่แค่คำสารภาพในห้องปิดตาย แต่มันคือจดหมายลาตายที่ลูกเพิ่งเซ็นชื่อรับรองไปเมื่อกี้... ในฐานะพยานเพียงคนเดียวของเหตุการณ์นี้ พ่อเกรงว่าลูกคงอยู่ต่ออีกไม่ได้แล้วล่ะ"
รวินท์มองเอกสารบนโต๊ะด้วยความตื่นตระหนก มันคือลายเซ็นของเขาจริงๆ แต่เขาจำไม่ได้เลยว่าไปเซ็นมันไว้ตอนไหน หรือใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการวางหมากในครั้งนี้
ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ ชายปริศนาอีกคนที่ยืนอยู่หลังเงาประตูค่อยๆ ก้าวออกมา... เขาคือคนที่รวินท์คิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ไฟมอดลงที่ไร่ริมผา
"สวัสดีครับพี่ชาย" เสียงนั้นเอ่ยทักทายพร้อมกับเสียงเหนี่ยวไกปืนที่ดังแผ่วเบาในความเงียบ
แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปที่ทุกอย่างจะถูกเปิดเผยนะครับ - สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 23
ก้าวแรกของความเชื่อใจ
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!