“ถ้าเป้าหมายของคุณคือการเผาทุกอย่างให้เป็นเถ้าถ่าน แล้วทำไมคุณถึงยังเก็บถาดสีเก่าๆ นั่นไว้ในที่ที่แสงส่องถึงอีกล่ะ, รวินท์?”
เสียงของศิลาไม่ได้ดัง แต่มันบาดลึกเหมือนมีดผ่าตัดที่ค่อยๆ กรีดลงบนแผลเป็นที่รวินท์พยายามปิดตายมาตลอดหลายปี รวินท์หยุดชะงัก ฝ่ามือที่กำลังถือแก้ววิสกี้สั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มร่างโปร่งที่ยืนพิงกรอบหน้าต่างห้องทำงานของเขาอยู่
“อย่าพยายามอ่านใจผม ศิลา” รวินท์เอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองอีกฝ่ายราวกับจะค้นหาเจตนาบางอย่าง “บางครั้งของบางอย่างที่เราเก็บไว้ มันไม่ใช่เพราะเราอาลัยอาวรณ์ แต่มันคือเครื่องเตือนใจว่าความโง่เขลาในอดีตสร้างบาดแผลได้ลึกแค่ไหน”
ศิลาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาขยับตัวก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายของสีน้ำมันและกลิ่นจางๆ ของยาสูบจากตัวเขาดูขัดแย้งกับความสะอาดสะอ้านที่เย็นชาในห้องทำงานของรวินท์ “เครื่องเตือนใจงั้นหรือ? หรือจริงๆ แล้วคุณแค่กลัวว่าถ้าทิ้งมันไป คุณจะหลงลืมว่าตัวเองเคยเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกจริงๆ มากกว่าแค่หุ่นยนต์ในคราบนักธุรกิจที่ใช้ชีวิตอยู่บนความแค้น”
รวินท์วางแก้วลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดัง ‘กริ๊ก’ เขาเดินตรงเข้ามาหาศิลา ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ ความกดดันในห้องพุ่งสูงขึ้นราวกับอากาศถูกดูดออกไปจนหมด
“ชีวิตที่ไร้เป้าหมายน่ะเหรอที่เรียกว่ามนุษย์?” รวินท์แค่นยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “สำหรับผม ชีวิตคือสมการที่ต้องหาคำตอบ การสูญเสียครอบครัวไปไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือความผิดพลาดที่เกิดจากการวางหมากผิดพลาด... ผมไม่ต้องการความรู้สึก ผมต้องการการแก้ไข”
ศิลาเลิกคิ้วขึ้น ดวงตาคู่คมของศิลปินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรวินท์ “การแก้ไขด้วยการทำลายคนอื่นเนี่ยนะ? คุณไม่ได้กำลังจะแก้ไขอดีตหรอก รวินท์ คุณกำลังพยายามทำให้ปัจจุบันพังพินาศเพื่อให้มันเหมือนกับหลุมศพที่คุณขุดให้ตัวเองขังไว้ข้างในนั้น”
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังที่ดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวของรวินท์ คำพูดของศิลาเหมือนกุญแจที่ไขเข้าสู่ห้องลับที่เขาไม่เคยเปิดให้ใครเห็น มันไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่มันคือเรื่องของตัวตนที่เขาพยายามกดทับไว้ใต้ความสุขุมเยือกเย็น
“ทำไมคุณถึงสนใจนัก?” รวินท์ถามเสียงต่ำ “เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่คุณทำเหมือนรู้จักไส้ในของผมดีกว่าตัวผมเอง”
ศิลาเม้มริมฝีปาก เขาเดินอ้อมไปที่โต๊ะทำงานของรวินท์ ก่อนจะหยิบกรอบรูปเก่าๆ ที่คว่ำหน้าอยู่ขึ้นมา รวินท์ขยับจะห้าม แต่ศิลาก็หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าเสียก่อน “เพราะคนที่มีแผลลึกมักจะมีกลิ่นอายที่เหมือนกัน ผมเห็นภาพวาดที่ยังไม่เสร็จในหัวของคุณรวินท์ มันไม่ใช่ภาพของตึกสูงหรือตัวเลขกำไร แต่มันเป็นภาพของบ้านที่ไฟกำลังลุกไหม้... ทุกคืนที่คุณหลับตา คุณไม่ได้เห็นความสำเร็จ แต่คุณเห็นใบหน้าของคนในครอบครัวที่ร้องขอให้คุณช่วย แต่คุณทำได้แค่ยืนมอง ใช่ไหม?”
รวินท์หน้าถอดสี มือของเขาบีบเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน ความนิ่งสงบที่เขาสั่งสมมาพังทลายลงในชั่วพริบตา ความโกรธเกรี้ยวระเบิดออกมาจากภายใน แต่สิ่งที่มากกว่าความโกรธคือความอัปยศที่ถูกมองทะลุปรุโปร่ง
“คุณไม่มีสิทธิ์...” รวินท์คำราม
“ผมมีสิทธิ์ถ้าคุณเป็นคนดึงผมเข้ามาในวงโคจรของคุณเอง” ศิลาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่ของทั้งคู่แทบจะสัมผัสกัน “รวินท์... เราต่างก็เป็นเศษซากของเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล คุณเลือกที่จะฝังมันไว้ในกองเงินกองทอง ส่วนผมเลือกที่จะแต้มสีลงบนผืนผ้าใบเพื่อระบายความเจ็บปวดออกมา แต่สุดท้าย เราต่างก็กำลังรอคอยให้ใครสักคนมาบอกว่า การมีชีวิตรอดต่อไปไม่ใช่ความผิดบาป”
คำพูดของศิลาทำให้หัวใจของรวินท์กระตุกวูบ ความเย็นชาที่เคยเป็นเกราะกำบังเริ่มแตกร้าว รวินท์นิ่งไปนาน เขาเบือนหน้าหนีออกไปทางหน้าต่าง มองดูแสงไฟของเมืองเบื้องล่างที่ดูพร่าเลือนราวกับความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
“ถ้าผมหยุด... ถ้าผมวางมือจากทุกอย่างที่คุณเรียกว่า ‘การแก้แค้น’... คุณคิดว่าความทรงจำเหล่านั้นจะปล่อยผมไปไหม?” รวินท์ถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างที่เขาเองก็ไม่เคยเป็นมาก่อน
ศิลายืนมองแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของรวินท์ด้วยสายตาที่อ่อนแสงลง เขาเอื้อมมือไปแตะไหล่ของรวินท์เบาๆ “มันไม่ปล่อยคุณไปหรอก แต่มันจะเปลี่ยนสถานะจาก ‘เพชฌฆาต’ ที่คอยไล่ล่าคุณ ให้กลายเป็น ‘มิตร’ ที่เตือนให้รู้ว่าคุณยังมีลมหายใจอยู่เพื่ออะไร”
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของรวินท์ก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ รวินท์ขมวดคิ้ว เขาเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำเอาใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับศพ
รวินท์กดรับสาย แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ฟังเสียงที่ปลายสายพูดขึ้นมาประโยคเดียวสั้นๆ ก่อนจะวางสายไป รวินท์หันกลับมาหาศิลาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นที่เขาไม่เคยเผยให้เห็น
“รวินท์ เกิดอะไรขึ้น?” ศิลาถามด้วยน้ำเสียงกังวล
รวินท์ค่อยๆ วางโทรศัพท์ลง มือของเขาสั่นอย่างคุมไม่อยู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “เมื่อกี้... คนที่โทรมาบอกว่าเขาพบสิ่งของชิ้นหนึ่งในกองซากปรักหักพังของบ้านเก่าผมเมื่อยี่สิบปีก่อน”
ศิลานิ่งงัน “ของชิ้นนั้นคืออะไร?”
รวินท์เงยหน้าขึ้นมองศิลา ดวงตาของเขาสั่นระริกด้วยความกลัวที่เหนือคำบรรยาย “มันคือนาฬิกาพกเรือนเดียวกับที่อยู่ในภาพถ่ายของพ่อผม... และเขายืนยันว่า เข็มนาฬิกามันเพิ่งจะเริ่มกลับมาเดินอีกครั้งเมื่อสิบนาทีที่แล้ว”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปในความมืดมิดของจิตใจตัวละครพร้อมกับผมครับ "สเปซโอเดสซีย์"
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 3
ความบังเอิญที่ตั้งใจ
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!