"ถ้าคุณก้าวต่อไปอีกเพียงก้าวเดียว รวินท์... สิ่งที่คุณพยายามตามหามาตลอดชีวิต จะไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่านให้คุณจดจำ"
น้ำเสียงของศิลาแหบพร่า ทว่าแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นจนน่าขนลุก เขาไม่ได้หันมามองหน้าผม แผ่นหลังของศิลปินหนุ่มที่ผมเคยคิดว่าอบอุ่นและเข้าใจผมดีที่สุด บัดนี้กลับดูห่างไกลและเย็นชาดุจรูปปั้นหินที่ไม่มีหัวใจ ความเงียบงันในสตูดิโอเก่าแก่นี้กดทับจนหูผมอื้ออึง กลิ่นน้ำมันวานิชและสีน้ำมันที่เคยเป็นกลิ่นที่ผมโปรดปราน กลายเป็นกลิ่นของความอึดอัดที่สูดดมแทบไม่ได้
ผมขยับมือที่สั่นเทาขึ้นกอดอก พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในอก สายฟ้าฟาดลงกลางใจเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วยังคงทิ้งรอยไหม้ไว้ ความจริงที่ว่าบุคคลที่ผมสืบหามาตลอดไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นคนที่ผมรักและไว้ใจที่สุดคนหนึ่ง
"นายพูดอะไรออกมา ศิลา" ผมเค้นเสียงถาม เสียงของผมแหบพร่าไม่ต่างกัน "นายเป็นคนพาผมมาที่นี่ นายเป็นคนบอกให้ผมตามหาความจริง แล้วทำไมตอนนี้... นายถึงมาขวางผมไว้?"
ศิลาหมุนตัวกลับมา ช้าๆ แววตาของเขาไม่ได้สั่นไหวเหมือนทุกครั้งที่เขาพูดถึงเรื่องภาพวาดที่เขารัก แต่มันกลับว่างเปล่า เหมือนผืนผ้าใบที่ถูกทาทับด้วยสีขาวทึบจนไม่เหลือเค้าเดิม "ความจริงบางอย่างมันโหดร้ายเกินกว่าที่คนที่มีหัวใจบอบช้ำอย่างคุณจะรับไหว รวินท์ ผมเตือนคุณด้วยความหวังดี ในฐานะที่ผมรู้จักความเจ็บปวดที่คุณแบกไว้ดีพอ"
เขาก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ผมถอยหลังตามสัญชาตญาณ พลันสายตาเหลือบไปเห็นรูปวาดบนขาตั้งที่ถูกคลุมด้วยผ้าใบสีดำสนิท มุมหนึ่งของผ้าหลุดลุ่ยเผยให้เห็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของภาพ... ดวงตาคู่หนึ่งที่คุ้นเคย ดวงตาที่อยู่ในความฝันร้ายของผมมาตลอดสิบปี
"นายรู้อะไรมา?" ผมพุ่งเข้าไปคว้าแขนเขาไว้ ศิลาไม่ได้ขัดขืน แต่เขากลับยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจผมกระตุกวูบ
"ผมรู้ว่าถ้าคุณเปิดผ้าผืนนั้นออก สิ่งที่คุณเรียกว่าความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวที่คุณเทิดทูน มันจะมลายหายไปในพริบตา" ศิลาโน้มตัวลงมาใกล้ กระซิบข้างหูผมจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เย็นเฉียบ "คุณแน่ใจหรือครับว่าสิ่งที่ค้นพบ... มันคือของขวัญ ไม่ใช่คำสาป?"
บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดหมุน มือของผมที่กำแขนเขาเริ่มไร้เรี่ยวแรง ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินความมั่นใจที่ผมสร้างมาตลอดทาง หากสิ่งที่ผมตามหามันพังทลายลง แล้วผมจะเหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวในโลกที่เวิ้งว้างใบนี้? ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของศิลา พยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบนั้น แต่กลับพบเพียงเงาสะท้อนของตัวผมเองที่ดูแตกสลายและไร้ทางออก
"ปล่อยให้มันเป็นแค่เงาเถอะรวินท์" ศิลาละมือจากแขนผม แล้วหยิบพู่กันด้ามยาวขึ้นมา จุ่มลงในสีแดงเข้มราวกับเลือดสดๆ ก่อนจะตวัดมันลงบนผ้าใบเปล่าข้างๆ อย่างไร้ทิศทาง "ถ้าคุณหยุดตอนนี้ คุณยังมีความทรงจำสวยงามให้หวนคิดถึง แต่ถ้าคุณดื้อรั้น... คุณจะเหลือเพียงความแค้นที่ไม่มีวันดับมอด"
ผมหันไปมองผ้าใบสีดำผืนนั้นอีกครั้ง แรงดึงดูดประหลาดส่งผลให้มือผมสั่นระริกอยากจะกระชากมันออกให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ความขัดแย้งในใจปะทุขึ้นเหมือนภูเขาไฟที่รอวันระเบิด ระหว่างความหวาดกลัวกับความกระหายใคร่รู้ที่กัดกินวิญญาณ
จังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูไม้เก่าๆ ดังขึ้นสามครั้งหนักแน่น... มันไม่ใช่เสียงเคาะของคนมาส่งของ หรือคนที่หลงทาง แต่เป็นจังหวะที่ผมจำได้แม่นยำ จังหวะเคาะที่เป็นรหัสลับระหว่างผมกับพ่อในวัยเด็ก
ศิลาชะงักพู่กันที่กำลังตวัดลงบนผืนผ้า ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองผมด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากความเย็นชา กลายเป็นความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด
"เขามาแล้ว..." ศิลากระซิบเสียงสั่น "ทั้งที่เขาควรจะตายไปตั้งแต่สิบปีที่แล้วตามภาพวาดใบนั้น... คนที่สั่งให้ผมหยุดคุณจริงๆ ไม่ใช่ผม แต่เป็นเขาที่ยืนอยู่หลังบานประตูนั้น"
ผมหันกลับไปมองบานประตูไม้ที่ค่อยๆ แง้มเปิดออกอย่างช้าๆ ร่างเงาของชายผู้หนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสลัวที่ลอดผ่านช่องว่าง บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นกดทับและเย็นเยียบจนแทบหยุดหายใจ ผมอ้าปากจะเอ่ยชื่อคนตรงหน้า แต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ เมื่อเงาร่างนั้นขยับเข้ามาใกล้จนเห็นใบหน้าที่แท้จริงภายใต้แสงไฟที่เริ่มกะพริบถี่ๆ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดในบทนี้ด้วยกันนะครับ - สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 33
คำเตือน
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!