"อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากให้รอยแผลเป็นบนคอเจ้าของแกต้องฉีกกว้างกว่าเดิม"
น้ำเสียงของรวินท์ราบเรียบ ทว่าเย็นเยือกดุจใบมีดโกนที่จ่ออยู่บนผิวหนัง เขาไม่ได้ตะโกน ทว่าทุกคำพูดกลับหนักแน่นจนแทรกซึมเข้าไปในโสตประสาทของผู้มาเยือน รวินท์ยืนนิ่งอยู่ในเงามืดของมุมห้อง มือขวาของเขากำด้ามปืนที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ในขณะที่ชายผู้มีใบหน้าของ 'คนตาย' ผู้นั้นยืนนิ่งสนิทอยู่ใต้แสงจันทร์ดวงเดียวที่เล็ดลอดลงมา
ชายปริศนาผู้นั้นยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความสมเพช "รวินท์... แกยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ยังคงเป็นสุนัขที่เฝ้ากรงขังความแค้นของตัวเองได้ดีเหลือเกิน"
ศิลาที่ยืนอยู่ข้างหลังรวินท์ขยับตัวเข้าใกล้รวินท์เล็กน้อย ลมหายใจของเขาติดขัด ภาพวาดในมือที่เขากำแน่นยับยู่ยี่จนเสียรูป ศิลาไม่เคยเห็นรวินท์ในโหมดนี้มาก่อน โหมดที่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความตายที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
"แกควรจะตายไปพร้อมกับกองเพลิงในวันนั้น" รวินท์ก้าวออกมาจากเงามืด ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่รอยแผลเป็นพาดขวางลำคอของอีกฝ่าย "ทำไมต้องกลับมา... ทำไมต้องให้ฉันเห็นหน้าแกอีก"
"ถามใจตัวเองดูสิ รวินท์" ชายคนนั้นเดินก้าวหนึ่งเข้ามาหาแสงจันทร์มากขึ้น เผยให้เห็นดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยความแค้นที่สั่งสมมานานปี "แกคิดว่าแกเป็นวีรบุรุษผู้สูงส่งที่พยายามจะปล่อยวางงั้นหรือ? เปล่าเลย... แกแค่กลัว กลัวว่าถ้าแกเหนี่ยวไกใส่ฉัน แกก็จะกลายเป็นคนแบบเดียวกับที่แกเกลียดชังมาตลอดชีวิต"
คำพูดนั้นจี้เข้าที่จุดอ่อนของรวินท์อย่างแม่นยำ รวินท์รู้สึกได้ถึงความสั่นสะเทือนในอกซ้าย ความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวที่สูญเสียไปถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นซัดฝั่ง ภาพเหตุการณ์คืนนั้นที่เขาทำได้เพียงยืนมองเปลวเพลิงกลืนกินทุกอย่างที่เขารัก กำลังย้อนกลับมาเตือนเขาว่า 'ความแค้น' คือสิ่งเดียวที่ค้ำจุนลมหายใจเขามาจนถึงทุกวันนี้
"อย่าฟังมัน รวินท์" ศิลาเอ่ยเสียงสั่น "ถ้าแกทำแบบนั้น... สิ่งที่แกพยายามสร้างมาทั้งหมดจะพังทลาย ถ้าแกตัดสินใจจะล้างแค้นตอนนี้ แกก็จะไม่ต่างอะไรกับคนที่แกกำลังจะฆ่า"
"หุบปากซะ ศิลา!" ชายปริศนาตวาดกลับ "นายมันก็แค่ศิลปินกระจอกที่วาดภาพสวยหรูเพื่อปลอบประโลมความอ่อนแอของตัวเอง แกไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าความรู้สึกที่ต้องตื่นมาพร้อมกับรอยแผลเป็นนี้ทุกวัน มันทรมานแค่ไหน"
บรรยากาศในห้องเงียบสนิทลงฉับพลัน เสียงนาฬิกาแขวนผนังที่ดัง *ติ๊ก... ติ๊ก...* กลายเป็นเสียงเดียวที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสามคนไว้กับความเป็นจริง รวินท์หยิบปืนออกมาจากกระเป๋าเสื้อช้าๆ ปากกระบอกปืนนิ่งสนิทเล็งไปที่หัวใจของเป้าหมาย เขากำลังยืนอยู่บนเส้นขนานของสองโลก โลกที่เขาจะเลือกเดินหน้าต่อไปเพื่ออนาคต หรือโลกที่เขาจะจมดิ่งลงไปเพื่อจบเรื่องราวที่ค้างคา
"ทางแยกตรงหน้าแกตอนนี้..." ชายปริศนาหัวเราะร่า รอยแผลที่คอของเขาดูน่ากลัวขึ้นเมื่อแสงจันทร์ตกกระทบ "มันไม่มีทางที่แกจะเดินกลับไปได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เลือดของแก... หรือเลือดของฉัน ก็ต้องเปรอะเปื้อนมือแกอยู่ดี"
รวินท์นิ้วเหนี่ยวไกสั่นระริก สายตาของเขาเริ่มพร่ามัวจากการปะทะกันของอารมณ์ เขามองเห็นภาพเหตุการณ์สลับไปมาระหว่างความทรงจำที่เจ็บปวดกับการก้าวเดินต่อไปข้างหน้ากับศิลา
"ถ้าฉันฆ่าแก..." รวินท์กระซิบ น้ำเสียงแหบพร่า "ฉันอาจจะหลุดพ้นจากความทรมาน แต่ฉันจะสูญเสียตัวตนที่เหลืออยู่ไปตลอดกาล"
"แล้วถ้าแกปล่อยฉันไปล่ะ?" ชายคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้จนปลายกระบอกปืนแตะเข้ากับหน้าอกของเขา "แกคิดจริงๆ เหรอว่าคนอย่างฉันจะปล่อยให้เรื่องมันจบลงง่ายๆ แบบนี้? ความเมตตาของแกคือจุดจบของแกเองนะ รวินท์"
ในเสี้ยววินาทีนั้น ศิลาตัดสินใจกระโดดเข้ามาขวางระหว่างรวินท์กับชายปริศนา แรงปะทะทำให้ทั้งสามคนเสียหลัก มือปืนของรวินท์ลั่นไกออกไปหนึ่งนัด แต่กระสุนกลับพลาดเป้าไปเจาะเข้าที่หน้าต่างกระจกจนแตกละเอียด เสียงกระจกแตกกระจายไปทั่วห้องดังสนั่นราวกับเสียงระเบิด
ทว่า ท่ามกลางความชุลมุนนั้น ชายปริศนาไม่ได้รีบหนีไปไหน เขากลับก้มลงหยิบอะไรบางอย่างที่ตกอยู่บนพื้น—จดหมายฉบับหนึ่งที่รวินท์พยายามเก็บรักษาไว้เป็นความลับที่สุดจากทุกคนมาโดยตลอด
"อ้อ... ฉันเกือบลืมไปเลย" ชายคนนั้นชูจดหมายในมือขึ้น รอยยิ้มของเขาดูชั่วร้ายกว่าที่เคย "ถ้าแกอยากรู้ว่าคืนนั้นจริงๆ แล้วใครเป็นคนราดน้ำมันลงบนบ้านของแก... ก็ลองตามมาที่ท่าเรือร้างตอนเที่ยงคืนคืนนี้สิ แต่อย่าพา 'เจ้าภาพวาดขี้ขลาด' คนนี้ไปด้วยล่ะ ถ้าแกไม่อยากให้เขาต้องมีจุดจบเหมือนกับครอบครัวของแก"
เขาก้าวถอยหลังไปที่ช่องระบายอากาศ ก่อนจะหันมามองรวินท์ด้วยสายตาที่ท้าทาย แล้วทิ้งตัวหายลับไปในความมืดทันที ทิ้งให้รวินท์ยืนนิ่งค้างอยู่กับความสับสนที่หนักอึ้งกว่าเดิม
รวินท์ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น เสียงหัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เขาหันไปมองศิลาที่กำลังพยายามลุกขึ้นมาด้วยความตกใจ ทว่าสิ่งที่รวินท์พบกลับไม่ใช่ความห่วงใย แต่มันคือ... แสงไฟจากรถยนต์นับสิบคันที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปิดล้อมบ้านพักของเขาจากทุกทิศทาง เสียงไซเรนดังระงมไปทั่วบริเวณ และในจังหวะที่ไฟจากสปอร์ตไลท์สาดส่องเข้ามาในห้อง รวินท์ก็เห็นชายอีกคนหนึ่งที่ก้าวออกมาจากรถคันหน้า... เขาไม่ใช่ตำรวจ แต่คือคนในตระกูลที่รวินท์พยายามหลบหนีมาตลอดสิบปี
ความลับที่ถูกเปิดเผยเพียงเสี้ยววินาที คือจุดเริ่มต้นของหายนะที่รวินท์ไม่มีวันย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของตัวละครที่แสนเปราะบางตัวนี้ไปกับผมนะครับ
สเปซโอเดสซีย์ครับ
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 31
ทางแยก
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!