สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 18

แผนที่ที่หายไป

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
ลิ้นชักไม้โอ๊กถูกกระชากออกจนสุดแรงจนเกิดเสียงลั่นดังสนั่นห้อง รวินท์ไม่สนใจว่าข้าวของข้างในจะกระจัดกระจายอย่างไร เขาเพียงต้องการมองเห็น 'บางอย่าง' ที่ควรจะวางอยู่ตรงมุมซ้ายสุดของลิ้นชักนั้น ทว่าความว่างเปล่ากลับเป็นคำตอบที่โต้ตอบเขาอย่างเย็นชา "ไม่มี..." เสียงของเขาสั่นพร่า ทว่าแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจ รวินท์ทรุดตัวลงคุกเข่าบนพรมผืนหนา มือที่สั่นเทาควานหาไปทั่วช่องว่างนั้นอีกครั้ง ราวกับว่าหากเขาขยันพอ แผนที่แผ่นนั้นจะงอกเงยขึ้นมาจากความว่างเปล่า "รวินท์... นายกำลังทำอะไร" เสียงทุ้มนุ่มทว่าเต็มไปด้วยความกังวลของศิลา ดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง ศิลายืนกอดสมุดสเก็ตช์ภาพแน่น แววตาของศิลปินหนุ่มสั่นไหวเมื่อเห็นสภาพห้องที่เคยเป็นระเบียบกลับเละเทะไม่เป็นท่า รวินท์เงยหน้าขึ้นมองคู่คิดของเขา ดวงตาที่เคยสุขุมเยือกเย็นบัดนี้ขุ่นมัวไปด้วยความตื่นตระหนก "มันหายไปแล้ว ศิลา... แผนที่พิกัดเขตแดนตะวันออกที่ฉันเก็บไว้ในซองหนัง มันไม่อยู่ที่นี่" ศิลาเดินปราดเข้ามาใกล้ เขาวางสมุดสเก็ตช์ลงบนโต๊ะทำงานแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างเพื่อนชาย พยายามควานหาในที่ที่รวินท์เพิ่งรื้อค้นจนหมดสิ้น "ตั้งสติดีๆ ก่อน รวินท์ นายแน่ใจนะว่าวางไว้ที่นี่จริงๆ ครั้งสุดท้ายที่นายจับมัน คือตอนไหน" "เมื่อคืน..." รวินท์กัดฟันแน่น สันกรามของเขานูนเด่นชัด "ฉันวางมันไว้ที่นี่ตอนที่นายออกไปซื้อกาแฟ แล้วฉันก็เผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า เมื่อตื่นขึ้นมา ทุกอย่างก็เหมือนเดิม... ประตูห้องยังล็อก กลอนหน้าต่างไม่ได้ถูกงัด แผนที่นั่นหายไปราวกับระเหยกลายเป็นอากาศธาตุ" ศิลานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง จิตวิญญาณของศิลปินในตัวเขาเริ่มทำงาน เขาไม่ได้มองแค่สิ่งของที่หายไป แต่เขามองเห็น 'ความผิดปกติ' ที่ซ่อนอยู่ในความเงียบ "ถ้าไม่มีร่องรอยการงัดแงะ นั่นหมายความว่าคนที่เอาไป... มีกุญแจ หรือไม่ก็อยู่ในห้องนี้ตลอดเวลาที่นายหลับ" ศิลาพูดพลางเลื่อนสายตาไปหยุดที่รอยขีดข่วนเล็กๆ บนพื้นไม้ใกล้กับตู้เสื้อผ้า "นายลองเช็กตู้ดูหรือยัง" รวินท์ลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นออกจากกางเกง เขาเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าด้วยความรู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมๆ ทิ่มแทงในอก เขาเปิดบานประตูออกอย่างระมัดระวัง ภายในตู้ยังคงเรียบร้อยดี แต่เมื่อเขาขยับเสื้อโค้ทตัวยาวออก เขาก็ต้องชะงัก บนผนังด้านในของตู้เสื้อผ้า มีรอยชอล์กสีขาววาดเป็นสัญลักษณ์ประหลาดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นรูปวงกลมที่มีเส้นขีดฆ่าตัดผ่านตรงกลาง... สัญลักษณ์เดียวกับที่เคยปรากฏอยู่ในฝันร้ายของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับคืนที่ครอบครัวของเขาหายสาบสูญ "นั่นมันอะไร..." ศิลาเดินตามมาสมทบ เสียงของเขาสั่นเครือเมื่อเห็นสัญลักษณ์นั้น รวินท์เอื้อมมือไปสัมผัสรอยชอล์กนั้นด้วยนิ้วที่สั่นเทา ผิวสัมผัสของมันเย็นเยียบและหยาบกร้าน "นี่ไม่ใช่การขโมยธรรมดา ศิลา... นี่คือคำเตือน" "ใครจะกล้าทำเรื่องแบบนี้ในบ้านของนายได้ นอกจากคนที่รู้จักความลับของนายดีพอ" ศิลาตั้งคำถาม ทว่าคำตอบนั้นรวินท์รู้ดีอยู่แก่ใจ แต่เขาไม่อยากยอมรับมัน ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงของทั้งคู่ รวินท์หันกลับมามองศิลา สายตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาที่วิตกกังวลอีกต่อไป แต่เป็นความสงสัยที่ร้าวลึก เขาจ้องมองไปยังรอยเปื้อนสีขาวจางๆ บนปลายนิ้วชี้ของศิลา ศิลาเห็นสายตาของรวินท์ เขารีบซ่อนมือไว้ข้างหลังทันที ทว่าจังหวะการหลบสายตานั้นกลับยิ่งทำให้อีกฝ่ายมั่นใจ "นายมีอะไรจะบอกฉันไหม ศิลา" รวินท์ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าซ่อนความกดดันไว้อย่างมหาศาล "นายเป็นคนวาดรูป นายมีชอล์กติดตัวเสมอ และนาย... เป็นคนเดียวที่รู้ว่าแผนที่นั่นสำคัญกับฉันแค่ไหน" ศิลาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด "ฉันไม่ได้ขโมยมันไป รวินท์ แต่ฉันจำเป็นต้องทำ... เพราะถ้าแผนที่นั่นยังอยู่กับนาย นายจะไม่มีวันได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติเลย นายจะถูกดึงลงไปในความดำมืดนั่นจนไม่มีวันได้กลับขึ้นมา" "ส่งคืนมาให้ฉัน" รวินท์ก้าวเข้าหา "นั่นคือสิ่งเดียวที่จะพาฉันไปหาความจริงเรื่องครอบครัวของฉัน นายไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนฉัน!" "ฉันไม่ได้ขโมยมันเพื่อเก็บไว้เอง!" ศิลาตะโกนกลับ เสียงของเขาสั่นสะท้านด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า "ฉันเอาไปซ่อน... ซ่อนในที่ที่คนคนนั้นไม่มีวันหาเจอ แต่ตอนนี้ มันสายเกินไปแล้ว" "สายเกินไป? หมายความว่ายังไง?" ก่อนที่ศิลาจะได้ตอบ คำถามของรวินท์ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก มันไม่ใช่เสียงเดินปกติ แต่มันคือเสียงลากของหนักครูดไปกับพื้นไม้ และเสียงเคาะประตูที่จังหวะช้าและหนักแน่นราวกับจังหวะของความตาย *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก* รวินท์หันไปมองประตู ร่างกายของเขาแข็งทื่อ สัญชาตญาณเตือนภัยในใจดังระงม ศิลาหน้าถอดสีถอยกรูดไปจนชิดมุมห้อง รวินท์ค่อยๆ ก้าวเดินไปที่ประตู มือของเขากำลูกบิดแน่น ความเงียบหลังประตูนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงใดๆ ที่เขาเคยได้ยินมา เขาตัดสินใจเปิดประตูออกอย่างรวดเร็ว— สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คน แต่เป็นซองหนังสีน้ำตาลที่เขาคุ้นเคย วางอยู่บนพื้น พร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือที่เขาจำได้ดีที่สุด... ลายมือของพ่อคนที่เขาเชื่อว่าตายไปนานแล้ว รวินท์หยิบจดหมายขึ้นมา มือของเขาเย็นเยียบเมื่ออ่านบรรทัดแรก: *"อย่าตามหาความจริง ในขณะที่ความตายกำลังยืนรออยู่ที่หน้าประตูห้องของลูก"* ทันใดนั้น เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นจากเงามืดตรงปลายทางเดิน ศิลาที่ยืนอยู่ข้างหลังรวินท์ทรุดตัวลงกับพื้น พร้อมกับประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรวินท์แข็งตัว: "เขาไม่ได้กลับมาเพื่อพบลูก... เขามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ลูกขโมยไปจากนรก" การเดินทางของพวกเรายังคงซับซ้อนและมีเดิมพันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ หวังว่าทุกท่านจะยังคงเป็นกำลังใจให้ผมและตัวละครเหล่านี้ต่อไปนะครับ — สเปซโอเดสซีย์
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%