“คุณกำลังโกหกตัวเองอยู่ รวินท์... และที่แย่ไปกว่านั้น คุณกำลังใช้ความเงียบเป็นเกราะกำบังให้ความขลาดกลัวของตัวเอง”
ศิลาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในสตูดิโอเก่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นสีน้ำมันและหยาดฝนที่สาดซัดกระทบกระจกหน้าต่างเป็นจังหวะกระชั้นชิด เขาไม่ได้หันมามองรวินท์ที่ยืนอยู่ตรงมุมห้อง แต่กลับใช้มีดปาดสีเกลี่ยลงบนผืนผ้าใบอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงครืดคราดที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก
รวินท์กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาพยายามควบคุมลมหายใจที่สั่นไหวจากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่กี่ชั่วโมง ความทรงจำเรื่องบ้านที่ถูกไฟเผาผลาญในวัยเด็กกำลังย้อนกลับมาหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านเถ้าถ่านที่ติดอยู่บนแขนเสื้อของเขา
“ผมไม่ได้โกหก” รวินท์ตอบเสียงเรียบ แต่สายตาที่จ้องมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายกลับวูบไหว “ผมแค่กำลังประเมินว่า ความจริงที่ผมถืออยู่ มันจะทำร้ายใครได้บ้าง”
ศิลาหยุดมือที่กำลังตวัดแปรงลงทันที เขาหมุนตัวกลับมา เผยให้เห็นรอยเปื้อนสีฟ้าเข้มที่เปรอะเปื้อนใบหน้าเรียวสวยนั้น ศิลาเดินเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างคนสองคนลดน้อยลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น สายตาของศิลปินหนุ่มคู่นี้ไม่ได้มีความอาทรเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการท้าทายที่รวินท์ไม่อาจหลบเลี่ยงได้
“แล้วไม่คิดบ้างหรือว่า การที่ต้องเห็นคุณแบกรับโลกทั้งใบไว้คนเดียวโดยที่ผมทำได้เพียงแค่ยืนมอง... นั่นต่างหากที่กำลังฆ่าผมให้ตายทั้งเป็น” ศิลาใช้นิ้วมือที่เปื้อนสีเช็ดคราบเขม่าบนแก้มของรวินท์ออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเย็นเยียบแต่กลับกระตุ้นให้หัวใจของรวินท์เต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง
รวินท์คว้าข้อมือของศิลาไว้ ความสับสนพุ่งพล่านอยู่ในอก เขาเกลียดความรู้สึกเปราะบางนี้ เกลียดที่ตัวเองกลายเป็นคนขี้ขลาดในสายตาของคนที่เขารักที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับโหยหาความอบอุ่นจากฝ่ามือนี้อย่างห้ามใจไม่ได้
“ศิลา... คุณไม่เข้าใจหรอกว่าความมืดที่ผมเคยเจอมันหน้าตาเป็นอย่างไร คุณเป็นภาพวาดที่สว่างไสว ส่วนผม... ผมคือเงาที่ไม่มีวันถูกเติมเต็มได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้ผมเป็นคนระบายสีลงบนเงาของคุณสิ” ศิลาขยับเข้ามาใกล้จนหน้าผากของทั้งสองแนบชิดกัน “ความมืดมันน่ากลัวตรงไหน ถ้าในนั้นมีเราอยู่ด้วยกัน”
ความอดทนสุดท้ายของรวินท์ขาดสะบั้นลง เขาโน้มใบหน้าลงไปปิดกั้นถ้อยคำที่เหลืออยู่ด้วยริมฝีปากของตนเอง มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวานหรือละมุนละไม แต่มันคือความโหยหาที่เต็มไปด้วยความขมขื่นของอดีต ความโกรธแค้นต่อโชคชะตา และความรักที่บิดเบี้ยวจนแทบจะแตกสลาย รสชาติของน้ำตาที่ผสมผสานกับกลิ่นสีน้ำมันและหยาดฝนข้างนอกทำให้หัวใจของรวินท์บีบตัวจนเจ็บปวด
ศิลาตอบรับจูบนั้นด้วยความเต็มใจ มือเรียวสวยเลื่อนขึ้นไปประคองท้ายทอยของรวินท์ไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากคลายมือเพียงนิด รวินท์จะสลายกลายเป็นเพียงหมอกควันไปต่อหน้าต่อตา ทว่าในวินาทีที่ทุกอย่างกำลังจะดิ่งลึกลงไปในอารมณ์ รวินท์กลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังแทรกผ่านเสียงฝนเข้ามาจากโถงทางเดินด้านนอก สัมผัสที่เย็นเยียบกว่าหยาดฝนปะทะเข้ากับต้นคอของเขา รวินท์ผละออกจากริมฝีปากของศิลาอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้างเมื่อหันไปมองบานประตูไม้ที่ถูกแง้มออกเพียงเล็กน้อย
ทว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพียงความมืดมิด หรือเงาของพายุ แต่มันคือร่างของชายวัยกลางคนที่เขาคุ้นเคยดีที่สุด... ชายคนที่เขามั่นใจว่าตายไปในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน
มือของชายคนนั้นถือกระบอกปืนจ่อตรงมายังพวกเขาทั้งคู่ พร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวซึ่งแฝงไปด้วยความแค้นที่สั่งสมมานับทศวรรษ
“ได้เวลารับบทเรียนสุดท้ายแล้วนะ รวินท์... การเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง ต้องเริ่มด้วยการสูญเสียครั้งที่สองเสมอ”
รวินท์ตัวแข็งทื่อ ศิลาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้าวออกมาบังเขาไว้โดยสัญชาตญาณ แต่ทว่าทิศทางของกระบอกปืนนั้น กลับไม่ได้มุ่งเป้าไปที่รวินท์... แต่มันกำลังเล็งตรงไปยังจุดสำคัญบนภาพวาดชิ้นเอกที่ศิลาเพิ่งวาดเสร็จ ซึ่งเป็นภาพของรวินท์ในวันที่เขามีความสุขที่สุด
ปัง!
เสียงปืนกัมปนาทสะท้อนก้องไปทั่วห้อง ทิ้งให้ความเงียบงันเข้าปกคลุมทุกความรู้สึกในวินาทีถัดมา
ขอบพระคุณที่ร่วมดำดิ่งและเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวดไปพร้อมกันนะครับ - สเปซโอเดสซีย์
สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่•ตอนที่ 38
จูบแรกที่แฝงความขม
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สุดขอบสุริยะ: บันทึกเดินทางสู่ดาวดวงใหม่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!