กลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและคราบเลือดเก่ากรังบนพื้นไม้สน ช่างเป็นกลิ่นที่ซื่อตรงเสียยิ่งกว่าคำสัตย์ปฏิญาณใดๆ ในราชสำนัก หลินฟางเซียนก้าวผ่านธรณีประตูไม้เนื้อหนาเข้าสู่เขตหวงห้ามเบื้องหลังค่ายทหารรกร้าง รองเท้าผ้าปักลายเมฆาเหยียบย่ำลงบนผงถ่านที่ยังคุกกรุ่นอยู่ใต้เถ้าธุลี ความเงียบงันภายในกระโจมทหารขนาดใหญ่แห่งนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบ หากแต่กดทับลงมาบนบ่าราวกับมีหินผาร้อยชั่งถ่วงไว้
รอบกายมืดสนิท มีเพียงเปลวเทียนสีชาดเล่มเดียวที่ปักอยู่บนโต๊ะไม้ทึบ แสงวับแวมสาดส่องกระทบปลายกระบี่คมกริบที่วางพาดไว้บนตักของบุรุษผู้หนึ่ง
เขาไม่ได้ขยับเขยื้อน ราวกับรูปสลักหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นมาจากความเย็นชาแห่งเหมันตฤดู
"เจ้ากล้าดียังไง ถึงกล้าเดินเข้ามาในที่ที่แม้แต่เงาของความตายยังต้องหลีกทาง"
สุ้มเสียงนั้นต่ำทุบและราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใดๆ ทว่ากลับทรงพลังจนทำให้บรรยากาศรอบกายพลอยเย็นเยียบลงไปอีกหลายส่วน จ้าวหานตงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแขกผู้มาเยือน ดวงตาคมกริบภายใต้เงาหมวกเกราะยังคงจดจ้องอยู่เพียงเปลวเทียนที่กำลังจะมอดดับ
หลินฟางเซียนมิได้แสดงอาการหวาดหวั่น นางเพียงแต่หยุดฝีเท้าลงอย่างสงงเสงี่ยม รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยືือกเย็น อาภรณ์สีเทาเข้มปักดิ้นเงินลายเมฆาไหววูบตามจังหวะการหายใจ นางตวัดชายแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยก่อนจะประสานมือคารวะตามธรรมเนียมอย่างงดงามไร้ที่ติ
"หากหม่อมฉันเป็นสตรีที่ขลาดเขลา คงไม่กล้าแม้แต่จะเหยียบย่างเข้ามาในชายแดนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดนี้หรอกเพคะ... ท่านอ๋อง"
คำว่า 'ท่านอ๋อง' ถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่าแฝงนัยยะเสียดสีอยู่เนืองๆ จ้าวหานตงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและอันตราย ร่างสูงใหญ่ขยับตัวเล็กน้อย ส่งผลให้เงาสะท้อนบนผนังกระโจมไหววูบดั่งปีศาจยามราตรี เขาดึงสายตาขึ้นสบประสานกับดวงตาคู่สวยของนาง นัยน์ตาคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตที่บังอาจล่วงล้ำ
"เจ้าฉลาดนัก หลินฟางเซียน... แต่ความฉลาดมักเป็นตั๋วเดินทางชั้นดีไปสู่ปรโลก เร็วกว่าที่ควรจะเป็นเสมอ"
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างกำยำบดบังแสงเทียนจนเกือบมิด รัศมีกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนอากาศรอบกายคล้ายจะเบาบางลงไปทุกที ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดั่งเสียงกลองศึกที่คอยย้ำเตือนถึงความตายที่คืบคลานเข้ามา
ฟางเซียนไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางเชิดหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นกบฏในสายตาของฮ่องเต้ แม้ในใจจะรับรู้ถึงอัตราการเต้นของชีพจรที่เร่งเร้าขึ้นเล็กน้อย แต่ภายนอกนางกลับนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก
"หม่อมฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังคำขู่เพคะ... และท่านอ๋องเองก็คงไม่ได้เสียเวลามาต่อปากต่อคำกับสตรีตัวเล็กๆ หากในใจไม่ได้กำลังครุ่นคิดถึงข้อเสนอที่หม่อมฉันถือติดมือมาด้วย"
จ้าวหานตงหยุดฝีเท้าลง ห่างจากนางเพียงแค่เอื้อมมือ กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสนามรบและจันทน์หอมจางๆ ลอยเข้ามารุกรานประสาทสัมผัส เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย สายตาคมปลาบกวาดสำรวจใบหน้างดงามที่ไร้ความหวาดกลัวนั้นอย่างพิจารณา
"ข้อเสนอ? สตรีที่สูญเสียแม้กระทั่งตระกูลของตนเองในสงครามการเมือง ยังจะมีสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนกับราชأงค์ที่กำลังจะล่มสลายเช่นเราอีก" น้ำเสียงของเขากลั้วด้วยความเย้ยหยัน ทว่าแววตาคู่คมกลับมีความไหววูบประหลาดที่ยากจะคาดเดา
หลินฟางเซียนยิ้มรับ นางก้าวเข้าไปประชิดอีกนิดโดยไม่เกรงกลัวคมกระบี่ที่ข้างกายเขา ปลายนิ้วเรียวดั่งหยกขาวเอื้อมออกไปแตะลงบนขอบโต๊ะไม้เบาๆ ดวงตาคู่คมทอประกายวาววับด้วยสติปัญญาที่เฉียบคม
"สิ่งแลกเปลี่ยนที่ท่านอ๋องต้องการที่สุดในยามนี้... คือ 'รายชื่อ' ของขุนนางฝ่ายในที่แอบลักลอบส่งเสบียงให้กองทัพตงเป่ยใช่หรือไม่เพคะ?"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในกระโจมก็พลันตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัด เปลวเทียนไหววูบครั้งหนึ่งก่อนจะดับลง ปล่อยให้ความมืดมิดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ เหลือเพียงแสงจันทร์ส mวลที่สาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าใบกระโจม เผยให้เห็นใบหน้าของจ้าวหานตงที่ตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยดขึ้นเป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นมา
"เจ้ากล้ามากที่รู้เรื่องนี้... และก็กล้ามากยิ่งกว่าที่เอาคอของตัวเองมาแขวนไว้บนเส้นด้ายเช่นนี้" มือหนาเอื้อมออกมารวบปลายคางมนของนางไว้ด้วยความรวดเร็วราวดั่งสายฟ้าฟาด นิ้วแกร่งออกแรงบีบกระชับพอให้รู้สึกเจ็บ ทว่าดวงตาของเขากลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตานางราวกับต้องการค้นหาความจริงทั้งหมดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านตาคู่นั้น
หลินฟางเซียนเจ็บจนต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่นางปฏิเสธที่จะส่งเสียงร้องออกมา นางกัดริมฝีปากล่างเบาๆ เชิดหน้าท้าทายสายตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้
"ถ้าคอของหม่อมฉันจะหลุดออกจากบ่า... ก็ขอให้มันหลุดเพราะทำประโยชน์ได้มากกว่าการนั่งรอความตายในเมืองหลวงก็พอเพคะ"
ทั้งสองจ้องตากันเนิ่นนานท่ามกลางความมืดมิดและกลิ่นอายอันตรายที่อบอวลอยู่รอบกาย หัวใจของทั้งคู่เต้นระรัวด้วยแรงปรารถนาแห่งการแก้แค้นและเกมอำนาจที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝูงม้าศึกจำนวนมากก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเบื้องนอกกระโจม พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำลายความเงียบ
"ท่านอ๋อง! กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรของฮ่องเต้ปิดล้อมค่ายไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
จ้าวหานตงชะงัก นัยน์ตาคมกริบหันไปมองนอกกระโจมแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงมองสตรีที่ยังคงอยู่ในอุ้งมือของตน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสัน เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนริมฝีปากแทบจะชิดติดกับใบหูของนาง น้ำเสียงกระซิบต่ำลอดไรฟันด้วยความเย็นเยียบ
"ดูท่าทาง... เจ้ากับเราคงต้องติดร่างแหไปด้วยกันเสียแล้วกระมัง กุนซือหลิน"
ไป๋เหลียนฮวาขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากมหากาพย์ความแค้นและความรักครั้งนี้ไปด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงผู้เย็นชา กับชะตากรรมอ๋องไร้บัลลังก์•ตอนที่ 2
ท่านอ๋องผู้ไร้ตัวตน
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้เย็นชา กับชะตากรรมอ๋องไร้บัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!