หมึกสีชาดบนฎีกายังไม่ทันแห้งสนิทดี กลิ่นอายความอับชื้นของคุกหลวงก็ลอยคละคลุ้งอบอวลอยู่ปลายจมูกของหลินฟางเซียนแล้ว ประทีปทองเหลืองแกะสลักรูปหงส์คู่ไส้ไก่ใกล้หมด น้ำมันหยดสุดท้ายส่งเสียงปะทุเบาๆ คล้ายเตือนสติว่าราตรีนี้มิได้ยาวนานดั่งใจนึก ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของกุนซือหญิงเต้นระส่ำมิใช่ความมืดมิดเบื้องนอก หากแต่เป็นกระบอกไม้ไผ่สีดำสนิทที่วางนิ่งอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอม มันถูกประทับด้วยตราประทับลับของสำนักราชเลขาธิการ—ตราหงส์เหินหิ้วศร ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันชัดเจนว่า เบื้องหลังกระดาษแผ่นเดียวนี้ คืออาญาสิทธิ์จากราชสำนักที่ไม่อาจปฏิเสธและไม่มีทางหลบเลี่ยง
ฟางเซียนป้องมือเรียวบางของตนเข้าหากัน ความเย็นเยียบจากอากาศปลายฤดูหนาวซึมผ่านเนื้อผ้าแพรต่วนสีนิลจนเสียดกระดูก นางมิได้หวาดกลัวต่ออำนาจมืดที่กดทับลงมา ทว่าสิ่งที่ทำให้นัยน์ตาคู่คมดั่งเนตรทิพย์ไหววูบ คือเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวอักษรแต่ละบรรทัด
*‘โยกย้ายกุนซือหลินสู่ค่ายทหารแดนประจิมภายในเจ็ดวัน หากชักช้า... ศีรษะของพยานปากเอกตระกูลหลินจักต้องหลุดจากบ่า’*
กระดาษแผ่นบางเบาดั่งปีกจักจั่น แต่น้ำหนักของมันกลับกดทับหัวใจจนแทบแหลกสลาย ตระกูลหลินของนางมลายสิ้นไปตั้งแต่วันที่เพลิงผลาญจวนเมื่อสิบปีก่อน พยานปากเอกที่เหลือรอดคนสุดท้าย... คือท่านน้าผู้เลี้ยงดูนางมาดั่งมารดาบังเกิดเกล้า ซึ่งบัดนี้ถูกจับกุมตัวไว้ด้วยข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังกบฏแดนใต้โดยฝีมือของฮ่องเต้จ้าวหมิงและขุนนางกังฉินกลุ่มนั้น
"เจ้ากำลังใช้ความคิดอันใดจนลมหายใจสะดุดถึงเพียงนั้น..."
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงหินผากระทบสายน้ำในลำธารลึกดังขึ้นจากมุมห้อง จ้าวหานตง ท่านอ๋องผู้ไร้บัลลังก์ก้าวออกมาจากเงื้อมเงาของฉากกั้นลายปัก ภาพมังกรทะยานฟ้า อาภรณ์สีเข้มสนิทขับเน้นให้พระองค์ดูทรงอำนาจและเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งเฉย พระองค์ทรงก้าวเข้ามาช้าๆ จนกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจันทร์หอมลอยเข้าแตะนาสิกของนาง
ฟางเซียนรีบซ่อนกระดาษแผ่นนั้นไว้ใต้ฝ่ามือ ทว่าความรวดเร็วนั้นมิอาจรอดพ้นสายตาของท่านอ๋องผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนได้ จ้าวหานตงไม่เอ่ยถามซ้ำ พระองค์ยื่นพระหัตถ์หนาออกไปหมายจะดึงกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู ทว่านางกลับเบี่ยงกายหลบอย่างนุ่มนวล รอยยิ้มบางเบาที่ฝืนประดับไว้บนริมฝีปากช่างดูฝาดเฝื่อนเสียจนคนมองรู้สึกปวดแปลบในอก
"ไม่มีอะไรเพคะ ท่านอ๋อง... เป็นเพียงรายงานจากกรมคลังเรื่องเสบียงกรังที่ล่าช้าเท่านั้น" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุด ทว่าปลายนิ้วที่สั่นเทาน้อยๆ กลับทรยศคำพูดของตนเองอย่างสิ้นเชิง
จ้าวหานตงหยุดชะงัก พระหัตถ์ที่ค้างอยู่กลางอากาศลดต่ำลงช้าๆ พระองค์จ้องมองดวงหน้าหวานล้ำที่ซีดเซียวลงถนัดตา แววตาของท่านอ๋องไหววูบดั่งผิวน้ำยามต้องลมพายุ "ฟางเซียน... เจ้าโกหกไม่เก่งเลย ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทรงอักษรชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนของลมหนาวที่พัดกระแทกหน้าต่างบานแกะสลักด้านนอก กลิ่นน้ำมันตะเกียงที่เริ่มมอดไหม้ส่งกลิ่นฉุนเล็กน้อย บรรยากาศตึงเครียดเสียจนราวกับเส้นด้ายที่ขึงตึงจนถึงขีดสุด รอเพียงแรงสะกิดเบาๆ ก็พร้อมจะขาดผึ่ง
ฟางเซียนเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้เป็นทั้งนายเหนือหัวและคนในดวงใจ ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสระเรื่อ แต่นางไม่ยอมปล่อยให้มันไหลรินลงมาเด็ดขาด ศักดิ์ศรีของกุนซือหญิงผู้หยิ่งทะนงในปัญญาค้ำคอให้นางต้องเข้มแข็ง "หากหม่อมฉันต้องเลือก... ระหว่างการรักษาหมากกระดานนี้ร่วมกับพระองค์ กับการปกป้องลมหายใจสุดท้ายของสายเลือดตระกูลหลิน ท่านอ๋องจะทรงตำหนิหม่อมฉันหรือไม่เพคะ?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงกลางใจ จ้าวหานตงขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน พระองค์ทรงทราบดีว่าราชสำนักกำลังเล่นสกปรก ฮ่องเต้จ้าวหมิงและพวกขุนนางกังฉินไร้ความสามารถในการต่อกรกับพระองค์บนสนามรบ จึงหันมาใช้ "จุดอ่อน" เดียวที่มีของท่านอ๋อง—นั่นคือสตรีผู้กุมมันสมองและหัวใจของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ
"เปิ่นหวังเคยให้สัญญาไว้แล้วว่า จะไม่มีใครหน้าไหนพรากสิ่งใดไปจากเจ้าได้อีก" จ้าวหานตงตรัสด้วยน้ำเสียงต่ำลึก ทว่าเด็ดเดี่ยวราวกับประกาศิตสวรรค์ พระองค์ก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง ร่างสูงใหญ่ทาบทับเงาร่างบางจนมิด กลิ่นอายอันคุ้นเคยและอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกาย "ไม่ว่าราชโองการฉบับนั้นจะสั่งให้เจ้าไปที่ใด หรือบีบบังคับให้เจ้าเลือกสิ่งใด จงจำไว้ว่า... เจ้ามิได้โดดเดี่ยว ฟางเซียน"
ทว่า ก่อนที่ปลายนิ้วอุ่นของท่านอ๋องจะทันได้สัมผัสแก้มเนียนนุ่มเพื่อปลอบประโลม เสียงฝีเท้าเร่งรีบอันผิดวิสัยขององครักษ์เงาก็แวบเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูก็อตทันที ตามด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งถี่ๆ เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุด
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก!*
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของไป๋ฉี หกองครักษ์คนสนิทดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "มีราชโองการด่วนจากท้องพระโรงกลาง... ประกาศแต่งตั้งให้กุนซือหลิน ดำรงตำแหน่ง 'แม่ทัพพิทักษ์ประจิม' และต้องออกเดินทางไปรับตำแหน่งทันทีภายในยามสามคืนนี้ มิฉะนั้น... ศีรษะของนักโทษประหารตระกูลหลินจะถูกประจานที่ประตูเมืองหลวง!"
ร่างบางของหลินฟางเซียนแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม กระดาษในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้ เสียงกระดาษกระทบพื้นดังสะท้อนก้องในโสตประสาท นางหันกลับไปมองจ้าวหานตงทันที ทว่าสิ่งที่ปรากฏในดวงเนตรของท่านอ๋องกลับมิใช่ความตกใจ หากแต่เป็นประกายแสงสีอำพันที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิงแห่งสงคราม—สงครามที่พวกมันจงใจเปิดฉากท้าทายพระองค์ถึงถิ่น
จ้าวหานตงก้มลงหยิบกระดาษจดหมายลับขึ้นมา อ่านข้อความด้วยสายตาที่เยียบเย็นจนน่ากลัว ก่อนที่มุมพระโอษฐ์จะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นจนคนมองต้องขนพองสยองเกล้า
"หึงหวงอำนาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ..." จ้าวหานตงแค่นหัวเราะในลำคอ พระองค์ตวัดสายตากลับมามองหญิงสาวในอ้อมพระกร "ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมกระดานนี้กับเปิ่นหวังนัก... เปิ่นหวังก็จะส่งเจ้าไปเป็น 'แม่ทัพ' ที่จะไปพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินของพวกมันให้ดู!"
ทว่า ทันทีที่ท่านอ๋องตรัสจบ ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล ลมหนาวพัดโหมกระหน่ำจนเปลวไฟในตะเกียงดับวูบลงพร้อมกันทุกดวง ในความมืดมิดอันน่าสะพรึงกลัวนั้น เงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่คุ้นเคย—เสียงของขันทีคนสนิทแห่งตำหนักในผู้ถือสาส์นสวรรค์ พร้อมด้วยกองทหารองครักษ์เสื้อแพรที่ชักดาบออกมาระBibiสะท้อนแสงจันทร์วาววับ
"กุนซือหลิน... โปรดรับราชโองการ!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคืนอันเหน็บหนาวและหมากเกมอำนาจนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กุนซือหญิงผู้เย็นชา กับชะตากรรมอ๋องไร้บัลลังก์•ตอนที่ 3
คำสั่งย้ายจากเมืองหลวง
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้เย็นชา กับชะตากรรมอ๋องไร้บัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!