กลิ่นอับชื้นของเลือดและหยาดเหงื่อที่แห้งกรังบนเกราะหนัง อบอวลจนชวนคลื่นไส้ในกระโจมบัญชาการใหญ่ ทว่าหลินฟางเซียนกลับมิได้แสดงอาการไหวติบ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบหน้าเรียบนิ่งดั่งผืนน้ำในฤดูหนาวกำลังทอดมองแผนที่ทางยุทธศาสตร์ที่กางอยู่เบื้องหน้า บนนั้นปักธงหมากสีชาดแทนกองกำลังของราชสำนักและธงสีดำสนิทของกองทัพพิทักษ์ชายแดนที่บัดนี้ถูกร่นถอยจนมุมชิดผาชันตระกูลจ้าว
"ท่านกุนซือ... เสบียงในคลังเหลือไม่ถึงสามส่วน ม้าศึกเริ่มล้มตายเพราะขาดแคลนหญ้าแห้ง ส่วนทหารบาดเจ็บล้มตายวันละนับร้อย หากยังดื้อรั้นต้านทานต่อไป เกรงว่าอีกไม่เกินสามวัน กองทัพของท่านอ๋องคงต้องกลายเป็นผีเฝ้าดินแดนรกร้างนี่แน่แท้"
เสียงทุ้มต่ำเจือความหงุดหงิดของรองแม่ทัพหลี่ดังขึ้น พร้อมกับกำปั้นหนาที่ทุบลงบนโต๊ะไม้จนแผนที่สั่นสะเทือน หลี่หมิงเป็นนายกองผู้กล้าหาญในสนามรบ แต่กลับไร้ซึ่งความสุขุมยามเผชิญวิกฤตการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้
ฟางเซียนมิได้เอייהวาจาทันที นางเพียงยกกาน้ำชาเคลือบหยกขาวขึ้นรินน้ำชาอุ่นลงในจอกอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามรากับคุณหญิงในห้องหอผู้สูงศักดิ์ มากกว่าจะเป็นสตรีที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายความตายของค่ายทหาร ปิ่นปักผมหยกขาวสลักลายดอกบัวสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการขยับตัว กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยที่นางใช้ประทินโฉมช่วยขับไล่กลิ่นคาวเลือดรอบตัวให้เบาบางลง
"ท่านรองแม่ทัพหลี่ตื่นตระหนกเกินไปแล้ว..." สุ้มเสียงหวานใสทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งเอ่ยขึ้น ทำลายความตึงเครียดในกระโจมลงได้ชะงัก นางเลื่อนจอกชาไปเบื้องหน้าชายวัยกลางคน "ดื่มชานี่เสียหน่อยเถอะเจ้าค่ะ รสชาติฝาดเฝื่อนเล็กน้อย แต่ช่วยให้สติที่กำลังกระเจิดกระเจิงกลับเข้ารูปเข้ารอยได้ดีนัก"
หลี่หมิงกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน แม้จะขัดเคืองใจกับท่าทีเยือกเย็นราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวของกุนซือสาวผู้นี้เพียงใด แต่กิตติศัพท์ 'เนตรทิพย์' ที่มองทะลุกลยุทธ์ของข้าศึกราiกับตาเห็น ทำให้เขาไม่กล้าล่วงเกินนางจนเกินงาม เขาหยิบจอกชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมด
"ข้าไม่ได้ตื่นตระหนก แต่ข้ากำลังพูดความจริง!" หลี่หมิงวางจอกมาลงกระแทกโต๊ะ "ฮ่องเต้ทรงตัดขาดเสบียง ปล่อยให้พวกเราอดอยากและโดดเดี่ยวกลางแดนดาล ทรงตั้งใจให้พวกเราตายด้วยน้ำมือของแคว้นเป่ยเหลียงทางอ้อมอยู่แล้ว แล้วท่านยังจะให้พวกเรานั่งจิบชาใจเย็นอยู่ที่นี่อีกหรือ!"
ฟางเซียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่คมดุจหงส์จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่แดงก่ำด้วยความโกรธแค้นของอีกฝ่าย มุมปากหยักยิ้มขึ้นน้อยนิด รอยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาความหมาย
"ฮ่องเต้จ้าวหมิงทรงหวาดระแวง และนั่นคือจุดอ่อนที่ใหญ่หลวงที่สุด" ฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึก "พระองค์ทรงเกรงกลัวอำนาจในมือของท่านอ๋องจ้าวหานตง จนยอมตัดแขนขาของแผ่นดินตัวเองเพื่อแลกกับความรู้สึกปลอดภัยบนบัลลังก์มังกร แต่ท่านรองแม่ทัพ... ท่านหลงลืมไปแล้วหรือว่า ใครกันที่เป็นผู้กุมหัวใจของทหารหาญแสนนายนี้อย่างแท้จริง"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในกระโจมพลันเงียบสงบลงอย่างประหลาด ราวกับเสียงลมหายใจของทุกคนถูกดูดกลืนหายไป
ทันใดนั้น ผ้าม่านหนาหนักหน้ากระโจมก็ถูกสะบัดเปิดออกด้วยแรงลมวูบใหญ่ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิทปักดิ้นลายมฆาเงินก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชด ราวกับภูตพรายที่หลุดออกมาจากความมืดมิด กลิ่นอายกดดันอันเยือกเย็นและดุดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาทันทีที่ก้าวผ่านธรณีประตู ทำให้ทุกคนในกระโจมต้องรีบประสานมือคำนับด้วยความยำเกรง
"ถวายบังคมท่านอ๋อง..." หลี่หมิงและนายกองคนอื่นๆ รีบก้มศีรษะลงต่ำ
จ้าวหานตงไม่แม้แต่จะชายตากลมมองผู้อื่น ร่างสูงสง่าหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าแผนที่ยุทธศาสตร์ ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีมองตรงมายังร่างระหงของกุนซือสาวที่ยังคงนั่งจิบชาอยู่อย่างไม่สะทกสะท้าน
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง แม้แต่ท่าทีขัด2ขัดเคืองของหลี่หมิงเมื่อครู่ก็มลายหายสิ้นไปอย่างไร้ร่องรอยต่อหน้าบุรุษผู้นี้
"เจ้าบอกว่าฮ่องเต้ทรงรอให้ข้าตาย" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ ทว่ากลับทรงพลังจนกดทับหัวใจคนฟังให้ดิ่งลงเหว จ้าวหานตงก้มตัวลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนจุดที่ปักธงพ่ายแพ้ของกองทัพตนเอง "แต่พระองค์ทรงคำนวณพลาดไปอย่างหนึ่ง..."
ฟางเซียนเงยหน้าขึ้นสบตากับท่านอ๋องผู้เยือกเย็น นัยน์ตาของทั้งคู่ประสานกันราวกับคมดาบสองเล่มที่กระทบกันกลางอากาศโดยไร้เสียง ทว่าเต็มไปด้วยความเข้าใจลึกซึ้งที่ไม่อาจเอ่ยบอกผู้ใด
"ใช่เพคะ..." ฟางเซียนคลี่ยิ้มบางเบา ยิ้มที่ทำให้ดวงหน้าอันงดงามล่มเมืองดูโดดเด่นท่ามกลางความหม่นหมองของค่ายทหาร "ฮ่องเต้ทรงลืมคำนวณไปว่า หมากที่พระองค์ทรงคิดว่าไร้ค่าและถูกทิ้งขว้าง... บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นคมมีดที่จ่ออยู่1คอหอยของพระองค์เองแล้ว"
จ้าวหานตงแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาวาวโรจน์ด้วยประกายแห่งความเหี้ยมเกรียมและเด็ดเดี่ยว เขายื่นมือหนาออกมาวางทับลงบนหลังมือเรียวขาวของฟางเซียนที่วางอยู่บนโต๊ะ สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของเขาตัดกับความเย็นเยียบของอากาศรอบตัวได้อย่างประหลาด
"เช่นนั้น... เราควรเริ่มเดินหมากตานี้อย่างไรดีเล่า กุนซือของข้า"
ทว่า ก่อนที่ฟางเซียนจะได้เอ่ยคำตอบใดออกมา เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังขึ้นจากด้านนอกกระโจม ตามด้วยเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์หน้าประตูที่ทำให้ทุกคนต้องสะดุ้งสุดตัว
"รายงาน! มีราชองครักษ์ด่วนพิเศษถือราชโองการลับจากเมืองหลวงมาถึงหน้าค่ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
หัวใจของทุกคนกระตุกวูบ จ้าวหานตงชะงักมือที่กุมมือของฟางเซียนไว้เล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบหรี่แคบลงทันทีเมื่อตระหนักได้ว่า เวลาแห่งการเผชิญหน้ามาถึงเร็วกว่าที่คาดคิด
ไป๋เหลียนฮวาขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากมหากาพย์ความแค้นและความรักครั้งนี้ไปด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงผู้เย็นชา กับชะตากรรมอ๋องไร้บัลลังก์•ตอนที่ 1
หมากกระดานแรกในค่ายทหาร
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้เย็นชา กับชะตากรรมอ๋องไร้บัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!