"คมกระบี่ของเจ้า... ช้าไปสามลมหายใจ และเบาหวิวราวนุ่นที่ไร้ราก"
น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกดังขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาลที่ถูกฉีกกระชากด้วยประกายแสงสีเงินยวงของคมดาบ มู่หรงเฟิงที่ซ่อนตัวอยู่หลังเงาไม้ยืนแข็งค้าง โลหิตในกายพลاردเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างแข็งเก้าสวรรค์ ร่างเงาทมิฬสามนายที่พุ่งเข้าจู่โจมเย่เฉินจากมุมอับ พลันชะงักงันกลางอากาศราวกับถูกตรึงไว้ด้วยอาคมโบราณ
เย่เฉินหาได้ขยับกายหลบหนีไม่ ศิษย์สายในขั้นต่ำผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น 'สวะ' แห่งสำนักกระบี่เมฆาผู้นี้ กลับยืนไขว่ห้างเอามือไพหลังอย่างสบายอารมณ์ นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นสะท้อนภาพคมดาบที่กำลังพุ่งเข้ามาหมายปลิดชีพ ทว่าภายในห้วงจิตวิญญาณของอดีตมหาจักรพรรดิเซียน เหตุการณ์ตรงหน้ามิได้ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่กำลังร่ายรำไม้เรียวเล่น
"ตายซะเถอะ ไอ้สวะเย่!"
เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของมือสังหารระดับแก่นแท้ปราณขั้นสมบูรณ์ดังสะท้านป่าไผ่ พวกมันรับจ้างมาจากตระกูลใหญ่เพื่อล้างมลทินให้คุณชายรองมู่หรง แต่หา ṹรู้ไม่ว่า เหยื่อที่พวกมันกำลังจะเชือดคอ คืออดีตผู้เคยเหยียบย่ำดาราและสยบปฐพีด้วยมือเปล่า
*ฉึก!*
เสียงเนื้อถูกแทงทะลุดังขึ้น ทว่าไม่ใช่ร่างของเย่เฉิน...
ประกายเพลิงสีชาดพวยพุ่งออกจากฝ่ามือที่แบออกอย่างไร้การตั้งตัว ความร้อนระอุแผดเผาจนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยวเป็นคลื่น เคล็ดวิชา 'ไฟประหารมาร' ที่หลับใหลอยู่ในห้วงสมองถูกปลุกเร้าเพียงเสี้ยวลมหายใจ เปลือกเพลิงบรรพกาลพุ่งทะยานเป็นรูปมังกรเพลิงคำรามก้องฟ้า กลืนกินเงาทมิฬทั้งสามร่างหายลับไปในพริบตา ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง ไร้ซึ่งร่องรอยของซากศพ มีเพียงเถ้าธุลีสีดำที่ปลิวหายไปกับสายลมยามค่ำคืน
มู่หรงเฟิงที่แอบดูอยู่ถึงกับหน้าถอดสี ขาكทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "ทะ...เป็นไปได้อย่างไร? ปราณแท้จริงของมันถูกทำลายไปแล้วมิใช่หรือ เหตุใดจึง... วิชาอัคคีขั้นสูงเช่นนี้ แม้แต่ผู้อยู่ในขอบเขตหลอมรวมวิญญาณยังมิอาจสำแดงออกมาได้ง่ายดายปานนี้!"
เย่เฉินค่อยๆ ก้าวเดินผ่านม่านเปลวเพลิงที่กำลังมอดดับ ฝีเท้ามั่นคงและทรงพลัง เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินดัง *ก๊อก... ก๊อก...* ราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตายที่ดังขึ้นเพื่อเตือนสติผู้มาเยือน ดวงตาคมกริบกวาดมองไปยังทิศทางที่มู่หรงเฟิงซ่อนตัวอยู่ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างชัดเจน
"ศิษย์พี่ใหญ่..." เย่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็น "ท่านหลบอยู่ตรงมุมนั้น ยุงชุมยิ่งนัก... อยากให้ข้าช่วยจุดไฟไล่ยุงให้อีกสักกองหรือไม่?"
มู่หรงเฟิงสะดุ้งสุดตัว เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง ความทะนงตนในฐานะยอดฝีมืออันดับหนึ่งรุ่นเยาว์ถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี เขากัดฟันกรอด ชักกระบี่ประจำกายออกมา ชี้หน้าเย่เฉินด้วยมือที่สั่นเทา "เย่เฉิน! อย่าได้ลำพองใจไปนัก! ต่อให้เจ้ามีเคล็ดลับพิสดารเพียงใด แต่เบื้องหลังข้าคือผู้อาวุโสสูงสุด หากเจ้ากล้าแตะต้องข้าแม้แต่ปลายเส้นขน สำนักกระบี่เมฆาจะไม่มีที่ให้เจ้าซุกหัวนอนอีกต่อไป!"
หลิวชิงหลันที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ใต้ร่มเงาไม้ไผ่ไกลออกไป นางมิได้กล่าวสิ่งใด สีหน้ายังคงเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี แต่นัยน์ตากลับฉายแววพึงพอใจและประกายความลุ่มลึก นางขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย พร้อมถ่ายเทลมปราณไอเย็นคุ้มกันรอบกาย เพื่อป้องกันไม่ให้มีมือสังหารหลงเหลือเล็ดลอดเข้ามาลอบกัดได้อีก นางเอ่ยเสียงเรียบแต่กังวานในโสตประสาทของเย่เฉิน *'คนผู้นี้ยังมีประโยชน์ในภายภาคหน้า... อย่าเพิ่งฆ่าทิ้งให้เสียเรื่อง'*
เย่เฉินเหลือบสายตามองไปยังร่างระหงของนางเซียนผู้เยือกเย็นแวบหนึ่ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก เขากล่าวตอบทางจิตวิญญาณกลับไปว่า *"วางใจเถอะชิงหลัน ข้าเพียงแต่จะ ‘สั่งสอน’ สุนัขรับใช้ที่เห่าหอนเก่งตัวนี้ ให้รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวเสียบ้างเท่านั้น"*
สิ้นเสียงคำพูด มู่หรงเฟิงก็พุ่งทะยานเข้าใส่ด้วยกระบวนท่ากระบี่ที่รวดเร็วที่สุด 'กระบี่เมฆาทลายสวรรค์' แสงกระบี่นับร้อยสายพรั่งพรูลงมาราวกับหิมะโปรยปราย แต่ละสายอัดแน่นด้วยพลังปราณที่พร้อมจะฉีกกระชากภูเขาให้พังทลาย
เย่เฉินแค่นเสียง "หึ" เบาๆ ในลำคอ ร่างกายขยับวับวามราวกับภูตผี ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางประสานกันเป็นกระบี่ดัชนี พุ่งทะลวงผ่านช่องว่างนับพันของกระบี่เมฆาได้อย่างแม่นยำราوกับปาฏิหาริย์ ปลายนี้จิ้มเข้าที่จุดชีพจรกลางอกของมู่หรงเฟิงอย่างจัง!
*อักก...!*
มู่หรงเฟิงกระอักโลหิตคำโตออกมา กระบี่ในมือร่วงหล่นลงพื้น ร่างกายกระเด็นถอยหลังไปไกลนับสิบวาจนชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่หักโค่นลงมา เขานอนกุมหน้าอก ใบซีดเผือก ดวงตาเบิกโพงด้วยความสิ้นหวัง พลังปราณในตันtian (จุดตันเถียน) ของเขาแตกซ่าน ร่างกายแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะยืน
เย่เฉินเดินเข้าไปหยุดยืนค้ำหัว ย่อตัวลงเล็กน้อย ใช้ด้ามกระบี่ตบเบาๆ ที่ใบหน้าของมู่หรงเฟิงอย่างดูแคลน "จำไว้... ในสายตาของข้า เจ้าก็เป็นได้แค่มดปลวกตัวหนึ่ง อย่าได้อาจหาญเอาไม้ซีกไปงัดซุง มิฉะนั้น... คราวหน้าจะไม่ใช่แค่ปราณแตกซ่าน แต่อาจจะเป็นวิญญาณของเจ้าที่จะต้องแหลกสลายไปตลอดกาล"
บรรยากาศโดยรอบกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระเส่าของมู่หรงเฟิง และเสียงใบไม้ไผ่ที่เสียดสีกันเบาๆ ทว่า ในวินาทีที่เย่เฉินกำลังจะหันหลังกลับเพื่อเดินไปหาหลิวชิงหลันนั้นเอง...
*เปรี้ยงงงง!*
ท้องฟ้ายามราตรีที่ควรจะมืดมิด กลับถูกผ่าด้วยสายฟ้าสีทองอร่ามลูกใหญ่ แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจากฟากฟ้าจนพื้นดินรอบบริเวณยุบตัวลงเป็นวงกว้าง เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นและทรงอำนาจดังสะท้อนก้องมาจากห้วงมิติที่ฉีกขาด "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นศิษย์สายในที่น่าสนใจยิ่งนัก เย่เฉิน... เจ้าคิดว่ารอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกมันแล้วรึ? แต่อีกสามลมหายใจข้างหน้า 'ทัณฑ์สวรรค์' ที่แท้จริงกำลังจะมาเยือนหัวใจของเจ้า!"
ร่างของบุรุษชุดคลุมทองลึกลับผู้หนึ่งก้าวทะลุมิติออกมาจากรอยแยกอวกาศ มือข้างหนึ่งถือคัมภีร์โบราณที่แผ่ไอสังหารรุนแรง และที่น่าตกใจที่สุดคือ... ใบหน้านั้นระบายรอยยิ้มที่คุ้นเคยอย่างประหลาด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่เส้นทางเซียนไปกับ "เซียนสุราเมามาย" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 25
สวนกลับด้วยกระบี่เพลิงโลกันตร์
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!