เสียงกระบี่สั่นระริกคำรามดั่งพญาครุฑกู่ก้อง สะท้านสะเทือนทั่วทั้งลานประประลองสำนักกระบี่เมฆาจนผืนศิลาแกร่งแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ปราณกระบี่สีครามเข้มข้นสายหนึ่งพุ่งทะยานเสียดฟ้า แหวกม่านเมฆหนาทึบจนเผยให้เห็นดาราจักรระยิบระยับเบื้องบน
ณ ใจกลางลานประลองนั้น ร่างของเย่เฉินยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม มือขวาถือขวดสุราสีหยกยกขึ้นจิบช้าๆ ราวกับมิได้ใส่ใจสายตานับหมื่นคู่ที่จ้องมองมาด้วยความตะลึงพรึงเพริด เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบกาย แววตาคู่นั้นลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทร เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อกฎเกณฑ์และฟ้าดิน
"เจ้า... เจ้าสำแดงเคล็ดวิชาอันใดออกมากันแน่!" มู่หรงเฟิง ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เคยเย่อหยิ่งและเหยียบย่ำผู้อื่น บัดนี้คุกเข่าลงข้างหนึ่ง กระบี่วิเศษในมือหักสะบั้นเป็นสองท่อน เลือดสดๆ ไหลรินจากมุมปาก ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวและไม่อาจยอมรับความจริง ความพ่ายแพ้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในกระบวนท่าเดียว ทำให้เขาตระหนักแล้วว่า ช่องว่างระหว่างเขากับเย่เฉินนั้นกว้างใหญ่ดั่งฟ้ากับเหว
เย่เฉินปรายตามองอีกฝ่ายด้วยหางตา รอยยิ้มมุมปากเย้ยหยันปรากฏขึ้นชัดเจน "มู่หรงเฟิง... เจ้าคิดว่าวิถีกระบี่ของสำนักเจ้าคือที่สุดของใต้หล้าแล้วกระนั้นหรือ? น่าขันสิ้นดี กบในกะลาอย่างเจ้า ต่อให้ฝึกฝนอีกสักร้อยชาติ ก็เป็นได้แค่เพียงฝุ่นผงใต้รองเท้าของข้า"
น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังนั้นดังก้องไปทั่วสารทิศ ทุกคำพูดเปรียบเสมือนอสุนิบาตฟาดลงกลางใจของเหล่าศิษย์สายในและผู้วิเศษจากสำนักต่างๆ หลิวชิงหลัน นางเซียนผู้เย็นชาไร้ความรู้สึกแห่งวังน้ำแข็งเก้าสวรรค์ ยืนอยู่บนระเบียงหยกขาวไกลออกไป ดวงตาคู่งามที่มักจะไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับทอประกายความอ่อนโยนและความภาคภูมิใจออกมาอย่างปิดไม่มิด นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้แบกรับภาระอันหนักอึ้งเพียงใด และบัดนี้ เขากกำลังเหยียบย่างขึ้นสู่จุดสูงสุดที่แท้จริง
ทว่า ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องและเสียงหวาดผวาของผู้คน กลับมีร่างบอบบางร่างหนึ่งยืนตัวสั่นเทาอยู่มุมอับของลานประลอง
"ไม่จริง... นี่มันเรื่องโกหกใช่หรือไม่..."
เสียงพึมพำอันแผ่วเบาและสั่นเครือหลุดออกมาจากริมฝีปากซีดเผือดของ 'ไป๋อี้หลิง' อดีตคู่หมั้นผู้เคยประกาศถอนหมั้นเย่เฉินอย่างไม่ไยดีเมื่อหลายปีก่อน ในยามนั้น นางมองเขาเป็นเพียง 'ศิษย์สวะ' ไร้รากปราณ ไร้อนาคต และเป็นตัวถ่วงที่จะฉุดรั้งอนาคตอันรุ่งโรจน์ของนาง นางจึงเลือกเดินจากไปพร้อมกับมอบคำดูแคลนและหยาดน้ำเหยียดหยามไว้เบื้องหลัง
แต่ในยามนี้ เย่เฉินผู้ที่นางเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรี กลับกลายเป็นดาวจรัสแสงที่ผู้คนนับหมื่นต้องแหงนเงยคอตั้งบ่ามอง ความสำเร็จอันเจิดจรัสของเขาในวันนี้ เปรียบเสมือนค้อนเพลิงที่ทุบทำลายความมั่นใจและความทะเยอทะยานทั้งหมดของนางจนแหลกสลาย
ไป๋อี้หลิงจำต้องเบิกตากว้าง มองดูภาพเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่บีบรัดอย่างเจ็บปวด นางเห็นเย่เฉิน... บุรุษที่นางเคยสลัดทิ้งอย่างไร้ค่า ยืนอยู่ ณ จุดที่สูงส่งเกินกว่าที่นางจะเอื้อมถึง สายตาของเขาที่เคยมอบความอบอุ่นให้แก่ing บัดนี้กลับว่างเปล่า เย็นชา และราatกับนางเป็นเพียงธาตุอากาศไร้ตัวตน
"ศิษย์น้องไป๋... เจ้าเป็นอันใดไป?" ผู้อาวุโสข้างกายเอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นร่างบางเซถลาเกือบจะล้มลง
"ข้า... ข้า..." ไป๋อี้หลิงไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้ หยดน้ำตาแห่งความเสียใจและสำนึกผิดเอ่อล้นทะลักออกจากดวงตาคู่งาม ไหลรินอาบสองแก้มที่ซีดเซียว ความรู้สึกโง่เขลาในอดีตย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจราวกับมีเข็มนับพันเล่มปักลงมา นางเป็นคนผลักไสเพชรแท้เม็ดงามที่สุดในใต้หล้าด้วยมือของตนเองเพียงเพราะความโลภและสายตาที่สั้นมองไม่เห็นการณ์ไกล
หากวันนั้น... หากวันนั้นนางอดทนเคียงข้างเขา เช่นเดียวกับที่หลิวชิงหลันทำ ตำแหน่งสตรีเคียงข้างมหาจักรพรรดิเซียนผู้เหนือล้ำในวันนี้ ก็ย่อมต้องเป็นของนางอย่างแน่นอน!
ทว่า โลกนี้ไม่มียาทาสีดาที่ชื่อว่า 'ย้อนเวลา'
เย่เฉินหันสายตามาปะทะกับร่างที่กำลังสะท้านไหวของไป๋อี้หลิงโดยบังเอิญ ไม่มีแววตาแห่งความแค้นเคือง ไม่มีแม้กระทั่งความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความว่างเปล่าและการ 'ไม่แยแส' ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรมานจิตใจของนางยิ่งกว่าความตายเสียอีก
"ไป๋อี้หลิง" เย่เฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานก้อง แม้จะไม่ได้ตะโกน แต่มันกลับดังชัดเจนในโสตประสาทของทุกคน "เส้นทางที่เจ้าเลือกเดิน... รู้สึกหนาวเหน็บเพียงพอแล้วหรือยัง?"
คำถามสั้นๆ เพียงประโยคเดียว ทำ1ให้ไป๋อี้หลิงเข่าทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง นางสะอื้นไห้จนตัวโยน ปิดหน้าหลบสายตานับร้อยที่มองมาด้วยความสมเพชเวทนา ความรุ่งโรจน์ที่นางไขว่คว้ามาตลอดชีวิต พังทลายลงในพริบตาเดียวต่อหน้าบุรุษที่นางเคยเหยียบย่ำ
บรรยากาศโดยรอบเงียบกริบลงทันที มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงจิบสุราของเย่เฉินที่ดังเป็นจังหวะ
ทว่า ในวินาทีที่ผู้คนกำลังคิดว่าการประลองได้สิ้นสุดลงแล้ว ท้องน้ายามค่ำคืนที่เคยกระจ่างใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีทองคำเก้าเส้นผ่าแหวกม่านฟ้าลงมาตรงใจกลางลานประลองราวกับพญาอสรพิษคำราม เสียงคำรามต่ำๆ จากห้วงมิติเบื้องบนกดทับจนเหล่าผู้ฝึกตนกระอักเลือดออกมาพร้อมกัน
เต่าทมิฬบรรพกาลที่หลับใหลอยู่ภายในห้วงจิตของเย่เฉิน จู่ๆ ก็ลืมตาโพลง ส่งเสียงร้องเตือนด้วยความตื่นตระหนกผ่านกระแสจิต *"เจ้านาย! ระวัง! มีตัวประหลาดจากแดนเซียนเบื้องบนกำลังฉีกมิติลงมา! พลังนี้... มันไม่ใช่สิ่งที่คนในโลกมนุษย์จะต้านทานได้!"*
เย่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าเลือนหายไป แทนที่ด้วยประกายตาดุดันคมกริบดั่งคมกระบี่ เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน ขณะที่มิติอากาศเบื้องหน้าค่อยๆปริแตกออก เผยให้เห็นเงาร่างของบุรุษผู้สวมชุดเกราะทองคำเพลิง แผ่ซ่านไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่แม้แต่เซียนผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องสั่นสะท้าน
"เย่เฉินแห่งโลกมนุษย์ เจ้าบังaniอาจฝืนกฏสวรรค์และใช้เคล็ดวิชาต้องห้าม..." เสียงกึกก้องดั่งอสุนิบาตดังมาจากรอยแยกมิติ พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งตรงมาหมายปลิดชีพเย่เฉินในกระบวนท่าเดียว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่เส้นทางเซียนไปกับ "เซียนสุราเมามาย" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 22
หยดน้ำตาของอดีตคู่หมั้น
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!