"หากเก้าสำนักใหญ่คิดว่านี่คือเวทีแสดงปาินิหาริย์ของพวกมัน เช่นนั้นวันนี้ข้า... จะทำให้ผืนแผ่นดินนี้ได้รู้ซึ้งว่า บัลลังก์เซียนที่พวกมันกราบไหว้ แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่เก้าอี้ไม้ผุๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น!"
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังสะท้อนก้องกราบลงบนลานประลองหินอัคนีเบื้องหน้า สำนักนับร้อยต่างเงียบกริบราวกับป่าช้า แรงกดดันจากจิตสังหารนับหมื่นสายพุ่งเข้าประเดประดังใส่ร่างของบุรุษหนุ่มผู้ยืนไขว่ห้าอย่างไม่สะทกสะท้าน เย่เฉินในชุดคลุมสีขาวปักลายเมฆาโบราณมิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นัยน์ตาคู่คมปลาบกวาดมองไปยังที่นั่งประธาน ซึ่งเต็มไปด้วยบรรดาผู้วิเศษและเจ้าสำนักผู้เรืองอำนาจแห่งยุทธภพ
บรรยากาศในสนามประลองยุทธ์ร้อยสำนัก ณ หุบเขาสวรรค์คำรณเวลานี้อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายแห่งสงคราม แสงปราณหลากสีสันแผ่พุ่งทะยานเสียดฟ้าจนหมู่เมฆากระเจิดกระเจิง การประลองจัดขึ้นทุกๆ รอบร้อยปี เพื่อคัดเลือกยอดฝีมือรุ่นเยาว์ผู้มีสิทธิ์ก้าวขึ้นสู่แดนลับแล ทว่าในปีนี้ มันกลับกลายเป็นเวทีล้างบางที่สำนักกระบี่เมฆาและพันธมิตรตั้งใจใช้เหยียบย่ำสำนักสวะอย่างพวกเขาให้จมดิน
"เย่เฉิน! เจ้าเด็กไร้ยางอาย อย่าได้ลำพองใจไปนัก!"
เสียงคำรามดังก้องกังวาน มู่หรงเฟิง ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่เมฆา เหินร่างลงมาจากฟ้าดั่งเทพยดาจู่โจม กระบี่วิเศษในมือสั่นระริกแผ่รังสีอำมหิตออกมารอบทิศทาง นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองและรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ในรอบชิงชนะเลิศนี้ ข้าจะควักเอาแก่นแท้ปราณของเจ้าออกมาเซ่นสังเวยกระบี่เมฆาสวรรค์ของข้า!"
เย่เฉินแย้มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นทั้งกวนประสาทและเปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน เขาชําเลืองมองกระบี่ในมือของอีกฝ่ายก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "กระบี่เมฆาสวรรค์งั้นหรือ? ช่างเป็นชื่อที่น่าขันเสียนี่กระไร ของเล่นปลายแถวที่หลอมขึ้นจากเศษเหล็กขึ้นสนิม รังสีปราณยังอ่อนด้อยกว่าลมหายใจของเต่าทมิฬที่บ้านข้าเสียอีก... มู่หรงเฟิง สมองของเจ้าคงถูกกลืนกินไปพร้อมกับน้ำลายของสุนัขรับใช้พวกนั้นหมดแล้วกระมัง"
"สามห่าว!" มู่หรงเฟิงบันดาลโทสะจนเส้นเลือดปูดโปน พลังปราณขอบเขตสวรรค์ขั้นที่เจ็ดระเบิดออกทันที รัศมีกระบี่นับพันสายพุ่งเข้าหาเย่เฉินราวกับพายุฝนใบมีด
ทว่า เย่เฉินยังคงยืนนิ่งสนิทราวกับภูเขาผา ไม่แม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝัก
บนอัฒจันทร์ฝั่งวังน้ำแข็งเก้าสวรรค์ หลิวชิงหลันนั่งไขว่ห้างด้วยกิริยาอันสง่างาม เย็นชาดั่งรูปปั้นน้ำแข็ง นัยน์ตาคู่คู่งามจับจ้องไปยังร่างของเย่เฉิน แม้ภายนอกนางจะไร้ความรู้สึก แต่ปลายนิ้วที่เรียวสวยกลับกำกระชับชายเสื้อแน่นโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น นางรู้ดีว่าคู่ต่อสู้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรพราวเพียงใด แต่ในขณะเดียวกัน หัวใจของนางก็สั่นไหวทุกครั้งยามที่เขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายลำพัง *'เจ้าคนสารเลว... หากเจ้ากล้าตายในสนามประลองนี้ ข้าจะพลิกแผ่นดินล้างบางสำนักพวกนี้ให้สิ้นซาก'*
ตูมมมม!
คลื่นกระแทกจากการโจมตีแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วลานประลอง ผู้ชมส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตะลึง คิดว่าเย่เฉินคงแหลกสลายกลายเป็นจุลไปแล้ว
แต่แล้ว... เสียงถอนหายใจยาวๆ ก็ดังลอดออกมาจากกลุ่มควัน
"เฮ้อ... วิชาสามห้าวอะไรกัน ช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง"
ร่างของเย่เฉินก้าวเดินออกมาจากม่านฝุ่นอย่างไร้ริ้วรอยขีดข่วน เสื้อผ้ามิได้มีแม้แต่รอยเปื้อน เขายกมือขึ้นปัดไหล่เบาๆ ราวกับเพิ่งปัดฝุ่นละออง ไม่ใช่ร่องรอยของการปะทะกับยอดฝีมืออันดับหนึ่งแม้แต่น้อย
"เป็นไปไม่ได้!" มู่หรงเฟิงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก "วิชากระบี่ทะลวงนภาของข้า... เหตุใดจึงทำอะไรเจ้าไม่ได้!"
"เพราะเจ้ายังอ่อนหัดเกินไปอย่างไรเล่า" เย่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับคมกริบดั่งคมกระบี่โบราณที่หลับใหลมานับหมื่นปี "ในสายตาของข้า เจ้าก็เป็นเพียงแค่มดปลวกที่พยายามจะเขย่าต้นไม้ใหญ่... วันนี้ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นเองว่า ความต่างชั้นที่แท้จริงระหว่าง 'เซียน' กับ 'สวะ' มันคืออะไร"
สิ้นเสียงคำพูดนั้น พลังปราณสีทองอร่ามอันไร้ขอบเขตก็พวยพุ่งระเบิดออกจากร่างของเย่เฉิน ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสพลันมืดครึ้มลงในพริบตา สายฟ้าสีครามคำรามกึกก้องผ่าลงกลางลานประลอง แรงกดดันระดับมหาจักรพรรดิแผ่ซ่านกดทับร่างของทุกคนในที่นั้นจนเข่าแทบทรุด แม้แต่บรรดาผู้อาวุโสและเจ้าสำนักทั้งเก้ายังต้องลุกขึ้นยืนด้วยความหวาดผวา
มู่หรงเฟิงใบหน้าซีดเผือด สัญชาตญาณดิบเตือนภัยถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เขากรีดร้องสุดเสียง รวบรวมพลังทั้งหมดแทงกระบี่เข้าใส่เย่เฉินเป็นเฮือกสุดท้าย
เย่เฉินมิได้หลบเลี่ยง เขายื่นนิ้วเรียวยาวออกไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ปลายนิ้วเคลือบไว้ด้วยอักขระโบราณสีทองคำเปล่งประกายเจิดจ้า
ปัง!
เพียงใช้นิ้วเดียวรับคมกระบี่วิเศษ! แรงสะท้อนมหาศาลทำให้กระบี่ในมือมู่หรงเฟิงหักสะบั้นเป็นเสี่ยงๆ ทันที เศษเหล็กกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมๆ กับร่างของมู่หรงเฟิงที่กระเด็นลอยละลิ่วกระแทกพื้นกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ทุกผู้คนต่างอ้าปากค้าง สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ ยอดฝีมืออันดับหนึ่งถูกสยบได้ด้วยการใช้นิ้วเดียว!
เต่าทมิฬบรรพกาลที่ซ่อนตัวอยู่ในแหวนมิติของเย่เฉินส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยในจิตสำนึก *'ฮ่าๆๆ เจ้าหนูมู่หรงอะไรนั่น ช่างโง่เขลาเบาปัญญาเสียจริง เอาเศษเหล็กมาทุบกับนิ้วเทวะของมหาจักรพรรดิเซียน สมควรตายนัก!'*
เย่เฉินก้าวเดินเข้าไปใกล้มู่หรงเฟิงที่นอนหายใจรวยริน เขาก้มตัวลงกระซิบเบื้องหูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่น่าสะพรึงกลัว "บอกสำนักกระบี่เมฆาของเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม... เพราะคนต่อไปที่จะต้องคุกเข่าลงต่อหน้าข้า คืออาจารย์ของเจ้า"
ทว่า ในวินาทีที่เย่เฉินกำลังจะสะบัดมือปิดฉากการประลอง ท้องฟ้าเบื้องบนก็เกิดรอยแยกสีดำสนิทขึ้นอย่างกะทันหัน แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ายามปะทะกับมู่หรงเฟิงแผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกนั้น ลมปราณสีโลหิตพวยพุ่งทะลักออกมาปกคลุมทั่วหุบเขา
พร้อมกับเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ที่ก้าวเท้าเหยียบย่างออกมาจากมิติที่ฉีกขาด... พร้อมด้วยกลิ่นอายที่เย่เฉินคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากชาติภพก่อน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่เส้นทางเซียนไปกับ "เซียนสุราเมามาย" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 21
งานประลองยุทธ์ร้อยสำนัก
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!