เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 29

กลับสู่สนามประลองรอบสุดท้าย

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"หากเจ้าสำนักกระบี่เมฆาไม่คิดจะหยุดสุนัขรับใช้ที่เห่าหอนอยู่บนเวทีนี้ ข้าคงต้องเป็นคนสั่งสอนให้มันรู้จักที่ต่ำที่สูงเสียเอง... แม้แต่วิถีการเห่าแบบผู้ดีมันยังทำไม่ได้เลยหรือไง?" เสียงทุ้มต่ำแต่กังวานราวกับเสียงระฆังทองคำดังฝ่าความเงียบงันไปทั่วสนามประลองร้อยสำนัก ผู้คนนับหมื่นที่กำลังจดจ่ออยู่กับร่างของมู่หรงเฟิงที่ยืนตระหง่านอยู่บนเวที ต่างหันขวับมามองยังทิศทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง เย่เฉินก้าวเดินผ่านม่านฝุ่นจางๆ เข้ามาในลานกว้าง ชุดศิษย์สายในสีขาวสะอาดตาเปื้อนรอยฝุ่นเพียงเล็กน้อยจากการเดินทางเร่งรีบ ทว่าแววตาของเขากลับคมกริบดุจกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มหนักอึ้งด้วยกลิ่นอายที่ยากจะหยั่งถึง มันเป็นความเย็นเยียบที่ขัดแย้งกับท่าทางยียวนกวนประสาทของเจ้าตัว "เย่เฉิน! เจ้าสวะนั่นยังไม่ตาย!" เสียงอุทานดังระงมจากที่นั่งของเหล่าศิษย์สำนักต่างๆ บางคนถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ บ้างก็แสดงสีหน้าผิดหวัง เพราะใครๆ ต่างก็คิดว่าศิษย์ไร้ค่าจากสำนักสวะเช่นเขาต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนในเขตหวงห้ามไปแล้ว มู่หรงเฟิงที่กำลังวางมาดเป็นผู้ชนะกวาดสายตามองมายังเย่เฉิน ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาคลี่ยิ้มเหยียดหยาม "เจ้ายังมีชีวิตอยู่รอดกลับมาได้ก็นับว่าโชคดีดุจสุนัขข้างถนน ทว่าการปรากฏตัวในวินาทีสุดท้ายเช่นนี้... เจ้าคิดว่ามันจะเปลี่ยนความจริงที่ว่าสำนักของเจ้าไร้น้ำยาไปได้งั้นหรือ?" เย่เฉินหยุดเดิน เขาไม่ได้โต้ตอบด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เพียงแต่ยกมือขึ้นปัดฝุ่นที่หัวไหล่อย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าสบตากับคนบนเวที "โชคดีหรือ? สำหรับข้า... ชีวิตสุนัขของเจ้าที่กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้ต่างหาก คือโชคชะตาที่ข้าหยิบยื่นให้" ในจังหวะนั้นเอง สายตาของเย่เฉินเหลือบไปเห็นร่างบอบบางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งเกียรติยศ หลิวชิงหลัน นางเซียนผู้เย็นชาแห่งวังน้ำแข็งเก้าสวรรค์ แววตาที่เคยราบเรียบดุจผิวน้ำนิ่งของนางไหววูบเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นเขา รอยยิ้มจางๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง มันเป็นเพียงความอบอุ่นเล็กๆ ที่ส่งผ่านมายังชายหนุ่ม ให้เขารู้ว่าท่ามกลางศัตรูรอบทิศ เขายังมีสิ่งหนึ่งที่ควรค่าแก่การปกป้อง "หึ... ปากดีไม่เปลี่ยน" เต่าทมิฬบรรพกาลที่ซ่อนตัวอยู่ในแขนเสื้อของเย่เฉินส่งเสียงกระซิบผ่านกระแสจิต "เจ้าหนุ่ม เจ้าจะเอาอย่างไร? พลังปราณในร่างเจ้านี่มันกระเพื่อมรุนแรงเหมือนทะเลเดือดเลยนะนั่น ถ้าขืนใช้ฝืนเกินไป ร่างกายศิษย์สวะนี่จะรับไม่ไหวเอา" "ข้าไม่ต้องการรับมันไว้" เย่เฉินตอบกลับด้วยกระแสจิตที่เด็ดขาด "ข้าต้องการทำลายมันทิ้งเสียต่างหาก" เย่เฉินก้าวขึ้นสู่เวทีประลอง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและก่นด่าจากกองเชียร์สำนักกระบี่เมฆา เขาเดินผ่านมู่หรงเฟิงไปราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงอากาศธาตุ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้ากรรมการผู้คุมกฎ "ข้า เย่เฉิน ขอลงทะเบียนเข้าสู่รอบตัดสิน... ลำดับที่ของข้ายังคงอยู่ใช่หรือไม่?" น้ำเสียงของเย่เฉินราบเรียบ แต่แฝงด้วยอำนาจที่ทำให้กรรมการต้องชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบด้วยความลนลาน "ได้... ได้! เจ้ามาทันเวลาพอดี แต่เจ้าต้องรู้ว่ากฎของการประลองรอบสุดท้ายคือการต่อสู้แบบไม่มีพันธสัญญา หากตายลงบนเวทีนี้ถือเป็นเรื่องของโชคชะตา" "โชคชะตา?" เย่เฉินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วลานประลอง "หากข้าต้องการฝืนลิขิตสวรรค์เพียงเพื่อจะสังหารมดปลวกสักตัว ลิขิตสวรรค์นั้นก็ไร้ค่าที่จะเอ่ยถึง!" เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับมู่หรงเฟิง กระบี่ในมือของมู่หรงเฟิงเริ่มสั่นไหวด้วยพลังปราณที่ถูกเร่งขึ้นถึงขีดสุด อักขระสีครามรอบตัวมันสว่างวาบขึ้นราวกับจะฉีกกระชากอากาศให้ขาดวิ่น แต่น่าแปลกที่ในนาทีนั้น เย่เฉินกลับหลับตาลง ชั่วขณะนั้นเอง ทุกเสียงรอบข้างเงียบหายไป ราวกับโลกทั้งใบถูกหยุดหมุน เขาไม่ได้เตรียมชักกระบี่ ไม่ได้เตรียมตั้งรับ ไม่ได้ใช้เล่ห์กลใดๆ เขาเพียงแค่ผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างเป็นจังหวะที่ลึกลับดั่งวิถีเต๋า มู่หรงเฟิงไม่รอช้า สัญชาตญาณความหวาดกลัวลึกๆ ในใจบีบให้เขาลงมือก่อน "ตายซะ!" กระบี่เมฆาพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง หมายจะเสียบทะลุอกของเย่เฉินในดาบเดียว ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ปลายกระบี่จะแตะถึงผิวหนัง เย่เฉินกลับลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามราวกับดวงตะวันเพลิง ลมปราณรอบตัวเขาไม่ได้พุ่งออกมาเพื่อต่อต้าน แต่มันกลับ 'กลืนกิน' กระแสปราณของมู่หรงเฟิงเข้าไปราวกับหลุมดำไร้ก้น "วิชา... วิชาอะไรกัน!" มู่หรงเฟิงเบิกตากว้าง พยายามดึงกระบี่กลับแต่กลับพบว่ามันติดตรึงอยู่กับที่ดุจมีมือที่มองไม่เห็นจับล็อคเอาไว้ เย่เฉินขยับยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังใจหายวูบ "ข้าเคยบอกแล้วใช่ไหมว่า... วิชาที่เจ้าอวดอ้างนักหนา มันก็เป็นแค่ของเล่นเด็กเมื่อเทียบกับสิ่งที่ข้ากุมไว้" กระบี่ของมู่หรงเฟิงที่ทำจากเหล็กกล้าชั้นดีค่อยๆ ร้าวและปริแตกทีละน้อย ราวกับแก้วที่ถูกบีบด้วยแรงมหาศาล ความโกลาหลเริ่มบังเกิดเมื่อผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตะลึง หลิวชิงหลันกำมือแน่นจนนิ้วซีดขาว นางรู้ดีว่าหากเย่เฉินเปิดเผยเคล็ดวิชานี้ออกมา เขาจะกลายเป็นเป้าหมายของคนทั้งยุทธภพทันที แต่ในจังหวะที่กระบี่กำลังจะแตกสลายจนหมดสิ้น เสียงระเบิดที่ดังมาจากประตูทางเข้าสนามประลองกลับกลบเสียงทุกอย่างจนหมดสิ้น แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้พื้นเวทีแตกร้าว ผู้มาเยือนกลุ่มใหม่ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายสังหารที่หนาแน่นกว่ามู่หรงเฟิงนับร้อยเท่า และหนึ่งในนั้นคือสตรีผู้สวมหน้ากากเงินที่เย่เฉินคุ้นเคยเป็นอย่างดี นางก้าวเท้าเข้ามาพร้อมประกาศกร้าวต่อหน้าเจ้าสำนักทั้งหมด "หยุดประลองเดี๋ยวนี้! ใครก็ตามที่บังอาจแตะต้องคนของวังน้ำแข็งเก้าสวรรค์... ผู้นั้นต้องแลกด้วยหัวของมัน!" การปรากฏตัวของนางทำเอาบรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่แล้วพุ่งขึ้นสู่จุดเดือด เย่เฉินมองหน้าสตรีผู้นั้นแล้วถอนหายใจยาว ก่อนจะหันกลับมามองมู่หรงเฟิงที่ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว "ดูเหมือนว่าปลาตัวใหญ่กว่าจะโผล่มาทวงของที่เจ้าขโมยไปจากนางนะ มู่หรงเฟิง... เจ้าพร้อมจะตายตอนนี้ หรือจะรอให้พวกนางจัดการเจ้าก่อนดี?" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่เส้นทางเซียนไปกับ "เซียนสุราเมามาย" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%