"รนหาที่ตาย!"
เสียงคำรามดั่งสายฟ้าฟาดกวาดผ่านลานพิธีบูรพา แรงกดดันจากลมปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจากร่างของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลมู่หรง จนพื้นหินแกรนิตใต้เท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม บรรยากาศรอบด้านพล L ลดฮวบลงจนผู้คนนับพันในลานพิธีต่างต้องกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัว
ทว่า เย่เฉิน หาได้สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย ร่างในชุดคลุมสีขาวเก่าคร่ำคร่ากลับยืนหยัดอย่างมั่นคงดั่งขุนเขาไท่ซาน นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุด มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความดูแคลนระคนสมเพช ซึ่งยิ่งกระตุ้นโทสะของคนตระกูลมู่หรงให้ลุกโชนดั่งกองเพลิง
"ฮ่าๆๆ... ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านแก่จนหูหนวกตาฟางไปแล้วหรือไร?" เย่เฉินหัวเราะร่า เสียงหัวเราะก้องกังวานเสียดแทงแก้วหูของผู้คน "ข้าเพียงกล่าวความจริง ศิษย์สายในขั้นต่ำอย่างข้า ในอดีตเคยเป็นสวะที่พวกมันเหยียบย่ำ แต่ในวันนี้... คนที่พวกเจ้ามองว่าเป็นสวะผู้นี้ กลับยืนอยู่ ณ เบื้องหน้าพวกเจ้า พร้อมกับทวงถามความยุติธรรมที่พวกเจ้าพยายามกลบฝัง!"
บรรยากาศในลานพิธีพลันเงียบกริบลงชั่วขณะ เสียงลมหายใจของฝูงชนแทบหยุดชะงัก ทุกสายตาต่างจดจ้องมองไปยังบุรุษหนุ่มผู้สามหองกล้าประกาศก้องท้าทายตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล
บนอัฒจันทร์ฝั่งประธาน มู่หรงเฟิง ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งสำนักกระบี่เมฆา ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นัยน์ตาคู่นคมกริบฉายแววสังหารอย่างปิดไม่มิด กระบี่บินประจำกายสั่นระริกอยู่ในฝักส่งเสียงครางฮือราวกับกระหายเลือด มันก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว ปลดปล่อยไอสังหารเย็นเยียบกดดันเข้าใส่เย่เฉินโดยตรง
"เย่เฉิน เจ้ามันแค่สวะที่ฟลุ๊คมีวาสนาบางอย่าง อาศัยลิ้นพล่อยๆ พูดจาเพ้อเจ้อ คิดว่ามีปัญญาต่อกรกับตระกูลมู่หรงและสำนักกระบี่เมฆาของพวกเราได้จริงๆ หรือ?" มู่หรงเฟิงเค้นเสียง, น้ำเสียงเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม "ต่อหน้าข้า... เจ้าก็เป็นได้แค่สุนัขตัวหนึ่งที่รอวันถูกเด็ดหัวเท่านั้น!"
เต่าทมิฬบรรพกาลที่ซุกตัวอยู่ตรงชายผ้าของเย่เฉินส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ มันแอบส่งกระแสจิตเย้ยหยันออกมาเบาๆ *'พะยะค่ะ เจ้าเด็กน้อยหน้าตัวเมียผู้นี้ ลมปราณยังไม่ทันเข้าที่เข้าทาง ดีแต่เห่าหอนไปวันๆ หากนายท่านลงมือ เกรงว่าคงกระอเลือดตายตั้งแต่กระบวนท่าแรกเป็นแน่'*
เย่เฉินยกมือขึ้นลูบกระดองเต่าทมิฬเบาๆ เป็นเชิงปราม แต่สายตาคมปลาบกลับตวัดมองมู่หรงเฟิงราวกับพญาอินทรีมองเหยื่อในกรงขัง
"สุนัขกระนั้นหรือ?" เย่เฉินก้าวเท้าเดินช้าๆ ออกมาเบื้องหน้า ก้าวแรกพื้นศิลาสะเทือน ก้าวที่สองลมปราณรอบตัวระเบิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ก้าวที่สาม... ท้องนภารอบลานพิธีพลันเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม เมฆหมอกม้วนตัวคำรามครืนครางราวกับรับรู้ถึงพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่หลุดรอดออกมาจากร่างของเขา
"มู่หรงเฟิง เจ้าจำคำพูดนี้ให้ดี..." เย่เฉินหยุดยืนห่างจากศัตรูเพียงสิบก้าว ดวงตาสองข้างทอประกายแสงสีทองจางๆ สะท้อนภาพเงาของจักรวาลที่กำลังหมุนวน "สามสิบปีแม่น้ำตะวันออก สามสิบปีแม่น้ำตะวันตก อย่าได้รังแกคนว่ายากจนข้นแค้น!"
*ตูม!*
สิ้นคำกล่าว ลมปราณระดับขอบเขตกำเนิดวิญญาณขั้นต้นที่ถูกกดไว้ก็ทะยานทะลวงผ่านจุดตันtian พรวดพราดขึ้นสู่ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณอย่างไร้ร่องรอย แรงระเบิดทางจิตวิญญาณกวาดซัดเอาฝุ่นผงและเหล่าศิษย์ผู้มีพลังฝีมือต่ำต้อยกระเด็นถอยหลังไปคนละทิศคนละทาง ความกดดันระดับมหาจักรพรรดิเซียนที่หลงเหลืออยู่ในจิตวิญญาณถูกปลดปล่อยออกมาเพียงหนึ่งในส่วนร้อย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เหล่าผู้อาวุโสในลานพิธีต้องหน้าถอดสีโดยพลัน!
นี่มัน... พลังวิญญาณประเภทใดกัน? เหตุใดจึงบริสุทธิ์และกดขี่ข่มเหงสรรพสิ่งได้ถึงเพียงนี้!
ในมุมหนึ่งของลานพิธี หลิวชิงหลัน ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังน้ำแข็งเก้าสวรรค์ ยืนนิ่งสงบอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีขาวบางเบา นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเย็นชาไร้ความรู้สึกมาตลอดชีวิต บัดนี้กลับสั่นไหวเล็กน้อยยามมองแผ่นหลังอันองอาจของเย่เฉิน
นางย่อมรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้แบกรับภาระอันหนักอึ้งเพียงใด และนาง... ก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่มีวันยอมยืนดูเขาเผชิญหน้ากับศัตรูทั้งยุทธภพเพียงลำพังเด็ดขาด
"เฉินหลาง..." นางพึมพำกับตนเองเบื้องล่าง มือเรียวบางกำด้ามกระบี่น้ำแข็งในมือแน่นขึ้น
ท่ามกลางความตกตะลึงระคนหวาดผวาของผู้คนนับพัน เย่เฉินหาได้หยุดอยู่แค่นั้น เขายื่นมือออกไปเบื้องหน้า ฝ่ามือแบออกเบื้องบน อักขระโบราณนับพันตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อตัวเป็นรูปทรงกระบี่เพลิงผลาญสวรรค์ที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุล
"ในเมื่อพวกเจ้าต้องการเหยียบย่ำข้า วันนี้... ข้า 'เย่เฉิน' ผู้นี้ จะใช้กระบวนท่าเดียว ล้างบางรายชื่อของตระกูลมู่หรงให้ออกจากสารบบยุทธภพแห่งนี้เสีย!"
เสียงประกาศก้องดังกังวานเสียดฟ้า ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมทั่วทั้งสารทิศ ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำขู่... แต่คือคำพิพากษาจากเงื้อมมือของมัจจุราช!
ทว่า ในวินาทีที่เย่เฉินกำลังจะสะบัดมือซัดกระบี่เพลิงออกไปนั้นเอง ท้องนภเบื้องบนที่เคยคำรามด้วยเสียงอสุนีย์พลันเงียบสงบลงอย่างกะทันหัน กลีบดอกไม้สีแดงฉานโปรยปรายลงมาจากความว่างเปล่า พร้อมกับแรงกดดันระดับขอบเขตราชันย์เซียนที่กดทับลงมาจากเบื้องบนจนทุกคนต้องทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น!
ม่านพลังสีทองอร่ามถูกกางกั้นลงมาตรงกลางระหว่างเย่เฉินและตระกูลมู่หรง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นอันคุ้นเคยที่ดังแทรกทะลวงมิติเข้ามา
"ฮ่าๆๆ... ช่างน่าสนุกเสียจริง ศิษย์สำนักสวะผู้หนึ่ง กลับกล้าอาจหาญถึงเพียงนี้..."
เงาร่างในชุดคลุมสีทองอร่ามก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติทีละก้าวอย่างเชื่องช้า และเมื่อผู้มาเยือนปรากฏโฉมหน้าอย่างชัดเจน สีหน้าของเย่เฉินที่เคยเยือกเย็นและมั่นใจมาตลอด กลับต้องแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมทะยานสู่เส้นทางฝืนลิขิตฟ้าไปกับเซียนสุราเมามายในตอนนี้นะครับ
เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 6
สามสิบปีแม่น้ำตะวันออก สามสิบปีแม่น้ำตะวันตก
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!