โลหิต... กลิ่นคาวเลือดของสรรพสัตว์และวิญญาณที่ตายตกอย่างอยุติธรรม คือปุ๋ยชั้นดีในการหล่อเลี้ยงแก่นแท้แห่งเต๋า
เย่เฉินก้าวเท้าเหยียบลึกลงไปบนพื้นดินที่เปียกชื้นและถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงชาด ไอหมอกสีดำคล้ำลอยอวลอยู่รอบกาย ราวกับกองทัพผีดิบจากขุมนรกภูมิ แม้ป่าอสูรโลหิตแห่งนี้จะเป็นเขตหวงห้ามระดับมรณะที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตผันแปรวิญญาณยังต้องไว้ตัวสามส่วน แต่สำหรับอดีตมหาจักรพรรดิเซียนผู้เคยเหยียบย่ำดาราจักร ที่นี่เป็นเพียงสถานที่แสวงหาวัตถุดิบชั้นเลิศเพื่อการก้าวข้ามขอบเขตพลังเท่านั้น
ร่างกายของเย่เฉินสวมใส่ชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย ทว่าบัดนี้กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและเศษซากของอสูรวารีโลหิตที่เพิ่งถูกเขาสับเป็นชิ้นๆ เมื่อหนึ่งก้านธูปก่อนหน้า แววตาของเขาสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำโบราณไร้ระลอกคลื่น ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความเย่อหยิ่งทระนงที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณ
"เจ้านาย... ข้าว่าเจ้ารีบหา 'โสมโลหิตมังกรเพลิง' ให้มันจบๆ ไปเสียทีเถอะ กลิ่นอายเน่าเฟะของพวกสัตว์อสูรระดับเจ็ดในเขตชั้นในนี้ ทำให้กระดองเต่าอันสูงส่งของข้าแทบจะขึ้นสนิมอยู่แล้ว"
เสียงแหบพร่าอันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นจากมิติว่างเปล่าข้างเอว เต่าทมิฬบรรพกาลโผล่หัวอันน่าเกลียดน่าชังออกมา มันกวาดสายตามองไปรอบด้านด้วยความหวาดระแวง แม้ปากจะบ่นพร่ำไม่หยุด แต่พละกำลังที่แผ่ออกมาจากกระดองสีดำสนิทกลับสร้างเกราะป้องกันพลังปราณอันไร้รูป ห่อหุ้มร่างของเย่เฉินเอาไว้จนมิดชิด ป้องกันการตรวจจับจากจิตสัมผัสของอสูรบรรพกาลรอบด้านได้อย่างแนบเนียน
เย่เฉินแค่นเสียง hmpth ออกมาเบาๆ ในลำคอ สายตายังคงจดจ้องไปยังแผนที่หนังอสูรในมือ
"เจ้าเต่าโง่ ถ้าไม่ใช่เพราะวัตถุดิบในสำนักมันเน่าเฟะสิ้นดี ข้าหรือจะต้องลงทุนเดินเท้าเข้ามาในเขตอสูรคลั่งนี่ด้วยตัวเอง? อีกอย่าง... กลิ่นอายที่เจ้าบ่นว่าเหม็นนั้น ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสมุนไพรวิญญาณระดับเก้าที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหล"
สิ้นคำพูดของเย่เฉิน ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือป่าอสูรโลหิตก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เมฆหมอกรวมตัวกันเป็นรูปเกลียวคลื่น ราวกับมีพายุโลหิตกำลังก่อตัวขึ้น แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจากฟากฟ้า จนต้นไม้ยักษ์อายุหลายพันปีรอบด้านต่างพากันโค้งคำนับและหักโค่นลงมาส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
*โฮกกกกก—!*
เสียงคำรามสะท้านฟ้าดินดังขึ้นจนแก้วหูแทบแตก คลื่นกระแทกทางจิตวิญญาณพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของเย่เฉินในเสี้ยววินาที แรงปะทะนี้รุนแรงระดับที่ทำให้ศิษย์สายในทั่วไปกระอักเลือดตายคาที่ได้ทันที แต่เย่เฉินกลับยืนหยัดมั่นคงราวยอดเขาไท่ซาน นิ้วมือเรียวยาวสะบัดออกเบาๆ กระบี่บินเล่มบางเฉียบพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ เปล่งประกายแสงสีฟ้าครามตัดผ่านความมืดมิดของผืนป่า
"มาได้ดี... ข้ากำลังขาดแก่นอสูรเพลิงโลหิตเพื่อใช้เป็นตัวเชื่อมสุดท้ายพอดี"
รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปากของอดีตมหาจักรพรรดิเซียน แววตาคมกริบดั่งคมกระบี่จ้องมองไปยังเงาร่างมหึมาที่กำลังแหวกม่านหมอกโลหิตพุ่งตรงเข้ามา อสูรพยัคฆ์อัคคีโลหิต สัตว์อสูรบรรพกาลที่มีดวงตาดั่งดวงไฟสีชาดและเขี้ยวอันแหลมคมที่สามารถฉีกกระชากมิติได้
การต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นความตายระหว่างมนุษย์ผู้ฝืนลิขิตฟ้ากับอสูรคลั่งแห่งความมืดได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในวินาทีนั้น...
ทว่า ในขณะที่เย่เฉินกำลังจะก้าวเท้าทะยานขึ้นไปกลางอากาศเพื่อซัดกระบวนท่าแรกเข้าใส่พยัคฆ์อัคคีโลหิต จิตสัมผัสอันเฉียบคมของเขากลับสะดุดเข้ากับบางสิ่ง... กลิ่นอายความเย็นเยือกที่คุ้นเคยอย่างยิ่งยวดกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูงจากทิศทางของเขตต้องห้ามชั้นนอก
กลิ่นอายนั้นบริสุทธิ์ เย็นชา และสูงส่ง... เป็นกลิ่นอายของนางเซียนผู้ไม่ควรย่างกรายมายังสถานที่โสมمเช่นนี้อย่างเด็ดขาด!
*ชิงหลัน?*
เย่เฉินขมวดคิ้วมุ่นเป็นครั้งแรก แววตาสعาดฉายแวววิตกกังวลขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างปิดไม่มิด ท่ามกลางวิกฤตหน้าสิ่วหน้าขวานของการเผชิญหน้ากับอสูรระดับเจ็ด เหตุใดนางถึงตามเข้ามาในป่าอสูรโลหิตแห่งนี้ลำพัง? หรือว่า... จะมีเหตุการณ์พลิกผันครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่สำนักกระบี่เมฆาในขณะที่เขาไม่อยู่กันแน่?
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมทะยานสู่เส้นทางฝืนลิขิตฟ้าไปกับเซียนสุราเมามายในตอนนี้ด้วยนะครับ
เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 7
มุ่งสู่ป่าอสูรโลหิต
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!