กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งปะปนกับไอความเย็นระดับศูนย์องศา ชวนให้ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวถึงขีดสุด เย่เฉินก้าวเท้าเหยียบบนพื้นน้ำแข็งที่แตกละเอียดเป็นจุล สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองซากอสูรโบราณเกล็ดทมิฬที่นอนตายสนิทอยู่เบื้องหน้า มันเป็นอสูรระดับวิญญาณขั้นสมบูรณ์ที่แม้แต่ยอดฝีมือรุ่นเยาว์สิบคนรุมล้อมยังต้องทิ้งศพไว้เบื้องหลัง ทว่าเวลานี้ ใจกลางอกของมันถูกทะลวงเป็นรูกลวงโบ๋ด้วยพลังปราณกระบี่อันบริสุทธิ์
ทว่า... เจ้าของรอยกระบี่นั้นกลับไม่ได้ยืนหยัดอย่างสง่างามดังเช่นชื่อเสียง
"เหอะ... สตรีผู้เย่อหยิ่งแห่งวังน้ำแข็งเก้าสวรรค์ สุดท้ายก็ยังเป็นเพียงมนุษย์เนื้อหนังมังสา ที่ต่อให้บรรลุเคล็ดวิชาเยือกแข็งไร้ลักษณ์สักเพียงใด ก็ยังคงกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มๆ ได้เช่นนี้"
เย่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้มกวนประสาท แววตาคู่นั้นสะท้อนภาพร่างเพรียวบางที่ทรุดกายพิงผนังถ้ำน้ำแข็ง ลมหายใจของนางติดขัด ใบหน้าขาวเนียนดั่งหยกสลักบัดนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด หยาดโลหิตสีแดงสดตัดกับอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับดอกเหมยที่แย้มบานท่ามกลางหิมะโปรราญ
หลิวชิงหลันเงยหน้าขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่คมปลาบดั่งกระบี่น้ำแข็งจ้องมองบุรุษหนุ่มผู้ปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้ซุ่มเสียง นางสัมผัสได้ถึงพลังปราณในร่างที่ปั่นป่วนจนแทบควบคุมไม่ได้ พิษอสูรโบราณกำลังกัดกินเส้นชีพจรลมปราณของนางทีละน้อย ทว่าแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์คับขันถึงชีวิต ความเย่อหยิ่งและทิฐิอันเป็นเอกลักษณ์ของธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังน้ำแข็งกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
"เจ้า... เป็นใคร? กล้าดียังไงถึงบัง-!"
*แคก!*
หลิวชิงหลันยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค ร่างกายก็สะท้านเฮือก กระอักโลหิตออกมาอีกคำโตจนหยดลงบนพื้นน้ำแข็งเกิดเป็นไอสีดำพวยพุ่ง พิษร้ายกำลังลุกลามเข้าสู่จุดตันtianอย่างรวดเร็ว หากปล่อยไว้เกินหนึ่งก้านธูป (สิบห้านาที) แม้แต่เซียนสวรรค์ก็ยากจะยื้อชีวิตนางไว้ได้
เย่เฉินถอนหายใจยาวอย่างระอา พลางส่ายหัวเบาๆ "คุณหนูหลิว ท่านนี่นะ... ปากดีได้ไม่ถึงสามลมหายใจจริงๆ สมองท่านมีไว้คิดแต่จะฆ่าฟันคนอื่นหรืออย่างไร? อสูรโบราณตัวนั้นใกล้ทะลวงขอบเขตบรรพกาล การที่ท่านดึงดันจะใช้กระบี่เดียวสังหารมันโดยไม่สนสภาพร่างกายตัวเอง นั่นเรียก ⟪รนหาที่ตาย⟫ ไม่ใช่การฝึกตน"
"หุบปาก..." หิวชิงหลันเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความเจ็บปวดและแรงกดดันจากพลังปราณย้อนกลับ นางพยายามจะยกกระบี่คู่กายขึ้นตั้งรับ แต่ปลายนิ้วกลับไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะเหนี่ยวรั้งด้ามดาบ
เย่เฉินไม่ถือสาหากับท่าทีเยชาชาและวาจาเชือดเฉือนของนาง เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างไม่รีบร้อน ฝ่ามือข้างหนึ่งไขว้หลัง อีกข้างสะบัดเบาๆ ปราณแท้จริงบรรพกาลสีทองอร่ามก็แผ่ซ่านออกมาปกريบคลุมพื้นที่รอบด้านทันที กดขี่กลิ่นอายพิษอสูรจนมลายหายไปในพริบตา
"อย่าขยับ" เย่เฉินเอ่ยสั้นๆ แต่เปี่ยมด้วยอำนาจเด็ดขาดที่ไม่อาจปฏิเสธ
หลิวชิงหลันชะงัก นางต้องการจะปฏิเสธและผลักไสบุรุษผู้นี้ออกไปตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อปลายนิ้วอุ่นของเย่เฉินแตะลงที่จุดชีพจรสำคัญบริเวณหัวไหล่เพื่อกดสกัดพิษกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งก็ไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายราวกับสายน้ำทิพย์ชะล้างความหนาวเหน็บ ดึงสติที่กำลังจะดับวูบของนางให้กลับคืนมา
ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้กลิ่นอายเฉพาะตัวของบุรุษหนุ่มโชยเข้าจมูก หลิวชิงหลันใจกระตุกวูบโดยไม่รู้ตัว นางไม่เคยยินยอมให้บุรุษใดเข้าใกล้ในระยะประชิดเช่นนี้มาก่อนตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียร แต่วินาทีนี้ แผ่นหลังกว้างที่ยืนบังลมหนาวและสายตาที่ฉายแววเย้ยหยันแต่กลับเปี่ยมด้วยความมั่นใจอย่างประหลาด กลับทำให้หัวใจที่ด้านชาของนางเกิดรอยร้าวขึ้นอย่างเงียบงัน
"เจ้าคิดจะทำอะไร..." นางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา ความเยือกเย็นก่อนหน้านี้เลือนหายไปเหลือเพียงความระแวงระปนความสับสน
"ข้าก็แค่ช่วยชีวิตสตรีปากแข็งคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้น หากข้าปล่อยให้ท่านตายอยู่ตรงนี้ ใครจะเป็นคนคอยรับมือกับศิษย์พี่ใหญ่สายตรงของสำนักกระบี่เมฆาที่กำลังตามล่าเราล่ะ?" เย่เฉินยิ้มมุมปาก นัยน์ตาสีเข้มพินิจมองใบหน้าอันงดงามล่มเมืองที่เวลานี้เจือความอ่อนแออย่างหาได้ยาก
หลิวชิงหลันเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าอาการบาดเจ็บของตนเองหนักหนาเพียงใด และการที่เย่เฉินเลือกยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่หวังผลประโยชน์ (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) ทำให้ความรู้สึกภายในใจของนางซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศรอบกายกำลังผ่อนคลายลงและพลังปราณในร่างของหลิวชิงหลันเริ่มคงที่...
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากปากถ้ำน้ำแข็ง ผนังศิลาแกร่งนับหมื่นปีแตกร้าวเป็นใยแมงมุมในชั่วพริบตา เศษน้ำแข็งแหลมคมนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานราวกับห่าฝน ท่ามกลางหมอกควันสีขาวโพลน เงาร่างสายหนึ่งในชุดคลุมสีครามปักลายเมฆาล่องลอยลงมาเบื้องหน้า พร้อมกับกลิ่นอายกระบี่อันดุดันเหี้ยมเกรียมที่กดทับจนอากาศแทบหยุดนิ่ง
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังน้ำแข็งผู้สูงส่ง กลับกำลังซบอยู่ อ้อมอกของสวะขั้นต่ำจากสำนักเดียวกัน!"
เสียงหัวeเยาะเย้ยอันคุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของ มู่หรงเฟิง ที่ถือกระบี่เจิดจ้าอยู่ในมือ รอยยิ้มชั่วร้ายของเขาบิดเบี้ยว ดวงตาคู่คมจดจ้องมาที่เย่เฉินด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น
เย่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี เขายังคงประคองร่างของหลิวชิงหลันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ เอื้อมไปแตะด้ามกระบี่ขึ้นสนิมที่เหน็บอยู่ข้างเอว
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝืนลิขิตฟ้ามาถึงตอนนี้ และเตรียมพบกับการปะทะครั้งใหญ่ในตอนถัดไปนะครับ
เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 8
การพบกันของเซียนผู้เย็นชา
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!