“ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่า กระบี่ที่ไม่มีจิตวิญญาณ ก็เป็นได้เพียงเศษเหล็กไร้ค่าที่เอาไว้ตัดหญ้าข้างทางเท่านั้น”
เสียงทุ้มต่ำของเย่เฉินดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัดบนลานประลองสำนักกระบี่เมฆา สายตาของเขาจับจ้องไปยังมู่หรงเฟิงที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความโกรธแค้น ปลายนิ้วของเย่เฉินดีดดั่งจะปัดฝุ่นออกจากอาภรณ์ แม้รอบกายเขาจะถูกล้อมรอบด้วยค่ายกล “มหาอาคมเก้าชั้นฟ้า” ที่แผ่ไอสังหารรุนแรงจนอากาศบิดเบี้ยว
มู่หรงเฟิงแค่นยิ้มที่มุมปาก มือที่สั่นเทาของมันกุมด้ามกระบี่แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “ปากดีนักนะไอ้สวะ! ต่อให้เจ้าจะพลิกผืนฟ้าได้ แต่ในค่ายกลนี้... เจ้าก็เป็นเพียงหนอนแมลงที่รอวันบดขยี้! สังหารมัน!”
สิ้นคำสั่ง ศิษย์ในสังกัดของมู่หรงเฟิงนับสิบคนต่างโคจรลมปราณเข้าสู่จุดศิลา ค่ายกลส่องแสงสีเงินยวงตัดกับท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้ม อักขระโบราณนับร้อยพุ่งเข้าหาเย่เฉินราวกับโซ่ตรวนที่ต้องการพันธนาการเทพเจ้าให้จมลงสู่ปรโลก
เย่เฉินเพียงแค่ถอนหายใจยาว “เจ้ายังไม่เข้าใจสัจธรรมของพลังสินะ มู่หรงเฟิง... พลังที่แท้จริงไม่ใช่อักขระที่เจ้าลอกเลียนมา แต่คือความกล้าที่จะทำลายกฎเกณฑ์ทั้งหมดทิ้งเสีย”
เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พื้นหินที่ทำจากศิลาหินแกรนิตชั้นดีแตกร้าวละเอียดเป็นผุยผง แรงกดดันจากค่ายกลที่ถาโถมเข้าใส่ถูกสลายหายไปเพียงแค่การคลายพลังปราณมหาศาลออกจากร่าง เย่เฉินประสานมือเล็กน้อย พลังกายาเทวะที่เขาบำเพ็ญเพียรมานับหมื่นปีในชาติภพก่อนเริ่มเดือดพล่านดั่งลาวาใต้พิภพ
หลิวชิงหลันที่ยืนอยู่บนหอคอยสูงมองลงมาด้วยดวงตาสั่นไหว ความเย็นชาที่เคยมีมาตลอดชีวิตราวกับละลายหายไปเมื่อเห็นแผ่นหลังที่ดูเด็ดเดี่ยวของชายผู้นี้ ‘เจ้าจะทำลายขีดจำกัดของโลกใบนี้อีกครั้งงั้นหรือ... เย่เฉิน’ นางพึมพำในใจ
“ดูให้ดี... หมัดเดียวที่จะสอนให้เจ้าสำนึกถึงความต่างของชั้นชน!”
เย่เฉินคำรามก้อง ร่างกายของเขาส่องแสงสีทองอร่ามประหนึ่งตะวันเที่ยงวัน เขาไม่ได้ใช้กระบี่ ไม่ได้ใช้อาคม แต่ใช้เพียงกำปั้นขวาที่ห่อหุ้มด้วยปราณแห่งเทวะพุ่งเข้าใส่จุดตายของค่ายกล—ใจกลางอักขระที่หมุนวนอยู่ตรงหน้า
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดดังกึกก้องประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงบนยอดเขา แรงปะทะทำให้พื้นที่ลานประลองยุบตัวลงเป็นวงกว้าง ค่ายกลเก้าชั้นฟ้าที่ว่าแข็งแกร่งจนเซียนชั้นสูงยังต้องครั่นคร้าม บัดนี้กลับถูกแรงหมัดเพียงหมัดเดียวฉีกกระชากจนกลายเป็นเสี่ยงๆ อักขระเวทแตกกระจายดั่งเศษแก้วลอยละล่องกลางอากาศ
มู่หรงเฟิงเบิกตากว้าง เลือดสดๆ พุ่งออกจากปากของมันร่างกระเด็นปลิวไปไกลกว่าสิบจ้างก่อนจะกระแทกเข้ากับเสาหินจนหักโค่น เสียงอึกทึกเงียบลงฉับพลัน เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของเหล่าศิษย์ที่ยืนตะลึงกับภาพตรงหน้า
“เป็นไปไม่ได้... นี่มันพลังแบบไหนกัน! นี่ไม่ใช่พลังของศิษย์สายใน... นี่มันไม่ใช่พลังของมนุษย์!” มู่หรงเฟิงครางออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เย่เฉินค่อยๆ ลดมือลง แววตาสงบนิ่งราวกับผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นคลอน “ข้าบอกแล้วไง... ข้าคือผู้กุมชะตาของพวกเจ้า ไม่ใช่เหยื่อให้พวกเจ้าเล่นสนุก”
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบข้างพลันเปลี่ยนไปจากความเงียบงันกลายเป็นความกดดันที่หนักอึ้งกว่าเดิม ลมพายุเริ่มก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า ท้องฟ้าที่มืดครึ้มอยู่แล้วกลับปรากฏช่องโหว่สีดำสนิทเหนือหัวของเย่เฉิน
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางรอยแยกของมิติ มันคือชายชราผู้สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทว่ามีรัศมีของเทพเซียนแผ่ออกมาอย่างน่าเกรงขาม มือของเขากำลังถือกระบี่โปร่งแสงที่ส่งเสียงหวีดหวิวสั่นประสาท
“เจ้าคือผู้ที่ท้าทายลิขิตฟ้าเยี่ยงนั้นหรือ... เย่เฉิน” เสียงของชายชราฟังดูคล้ายเสียงที่มาจากคนหลายคนรวมกัน เย่เฉินเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาที่แฝงความหยิ่งผยองอย่างถึงที่สุด
“ในที่สุด... ก็โผล่หัวออกมาจากหลุมสวรรค์จนได้นะ ไอ้แก่ผู้เฝ้าประตู... วันนี้ข้าจะถามเจ้าเองว่า ระหว่างกระบี่ของเจ้ากับหมัดของข้า ใครกันแน่ที่จะต้องกราบกรานลงกับพื้น!”
เย่เฉินกระชับหมัดแน่น เตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดนับตั้งแต่กลับชาติมาเกิด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่เส้นทางเซียนไปกับ "เซียนสุราเมามาย" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 31
หมัดเดียวทะลวงวิชาเซียน
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!