"เจ้าหนู... ข้าว่าเจ้ากำลังเล่นกับไฟกองโตเข้าให้แล้วนะ"
เสียงแหบพร่าของเต่าทมิฬบรรพกาลกระซิบก้องอยู่ในห้วงสำนึก ขณะที่สายตาของฝูงชนนับร้อยชีวิตบนลานประลองสำนักกระบี่เมฆากำลังพุ่งเป้ามาที่ร่างระหงของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งอย่างดูแคลน เย่เฉินหาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ เขายังคงยืนไขว่ห้ามือประสานไว้เบื้องหลัง ริมฝีปากประดับรอยยิ้มหยันราγกับกำลังมองดูการแสดงงิ้วฉากหนึ่งที่แสนน่าเบื่อหน่าย
เบื้องหน้าของเขาคือ มู่หรงเฟิง ศิษย์พี่ใหญ่อันดับหนึ่งผู้ถือครองกระบี่นภาคำราม รัศมิ์ปราณสีครามเข้มแผ่ซ่านออกมาจากร่างของอีกฝ่ายจนพื้นศิลาใต้เท้าเริ่มปริร้าว ลมปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์กดทับลงมาหมายให้เย่เฉินคุกเข่าลงโอนอ่อนผ่อนตาม
"เย่เฉิน! เจ้าแค่ขยะขั้นรวบรวมลมปราณขั้นต้น กล้าดีอย่างไรจึงมาท้าทายศิษย์พี่ใหญ่? วันนี้ต่อให้เจ้ากราบกรานขอชีวิต ข้าก็จะไม่Yอมให้เจ้าเดินออกไปจากลานประลองนี้โดยยังมีครบทุกส่วน!" เสียงตวาดกร้าวของศิษย์สายในคนสนิทดังขึ้นเรียกเสียงฮือฮาจากรอบด้าน
เย่เฉินแค่นเสียงหึ in his throat ดวงตาคู่คมทอประกายล้ำลึกดั่งห้วงดาราบรรพกาล เขากวาดสายตามองมู่หรงเฟิงผู้เย่อหยิ่งราวกับกำลังพิจารณามดปลวกตัวหนึ่ง "พลังปราณที่สั่งสมมานับสิบปี กลับกลั่นตัวได้แค่ความกลวงเปล่า... ศิษย์พี่ยมู่ ท่านฝึกกระบี่หรือฝึกให้ลมปราณมันตีกลับเข้าสมองกันแน่? น่าเวทนา... ช่างน่าเวทนาเสียจริง"
"สามห้าว!" มู่หรงเฟิงคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปーンที่ขมับ กระบี่นภาคำรามในมือถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง แสงเย็นยะเยือกบาดเฉือนบรรยากาศจนเกิดเสียงหวีดหิวน่ากลัว "วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างฟ้ากับเหว!"
วาจายังไม่ทันขาดคำ ร่างของมู่หรงเฟิงก็หายวับไปจากจุดเดิม ความเร็วระดับนี้ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นเดียวกันยังต้องหวาดผวา พริบตานั้นคมกระบี่ก็พุ่งตรงมายังจุดสำคัญระหว่างคิ้วของเย่เฉินอย่างไร้ความปรานี ทว่า... เย่เฉินกลับไม่แม้แต่จะขยับกายหลบ เขากลับยืนนิ่งราวกับรูปปั้นสลัก ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจของเหล่าผู้อาวุโสที่นั่งชมอยู่บนอัฒจันทร์
ไกลออกไปในมุมมืดของศาลาแปดเหลี่ยม ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของหลิวชิงหลัน ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังน้ำแข็งเก้าสวรรค์ กำลังทอดมองเหตุการณ์ด้วยแววตาเรียบเฉย ทว่านิ้วเรียวที่กุมด้ามกระบี่หยกขาวกลับกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ไม่เคยทำอะไรโดยปราศจากแผนการ แต่หัวใจดวงน้อยก็ยังอดที่จะกระตุกวูบด้วยความห่วงใยไม่ได้
ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่ห่างจากปลายจมูกเพียงแค่คืบ เย่เฉินจึงค่อยๆ ขยับ
มิใช่การหลบหลีก... แต่มันคือการก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าลึกล้ำราวกับก้าวข้ามวัฏสงสาร!
*เปรี้ยง!*
นิ้วชี้และนิ้วกลางของเย่เฉินประกบเข้าหากันดั่งคมกระบี่ ปราณกระบี่บรรพกาลที่หลับใหลถูกปลุกเร้าขึ้นมาในชั่วพริบตา มันไม่ใช่ปราณกระบี่ที่เกรี้ยวกราดรุนแรง หากแต่เปี่ยมด้วยสัจธรรมแห่งฟ้าดินที่หนักหน่วงดั่งขุนเขาไท่ซาน ปะทะเข้ากับคมกระบี่นภาคำรามอย่างจังโดยตรง
เกิดคลื่นกระแทกรูปวงแหวนระเบิดกระจายออกรอบทิศทาง ฝุ่นผงศิลาฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วลานประลอง
มู่หรงเฟิงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกยามเมื่อสัมผัสได้ว่า แรงสะท้อนจากการโจมตีของตนมิได้สร้างรอยขีดข่วนให้แก่คู่ต่อสู้เลยแม้แต่น้อย กลับกัน พลังงานลึกลับสายหนึ่งกำลังไหลทะลักย้อนกลับเข้ามาตามคมกระบี่ราวกับคลื่นยักษ์สึนามิที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
"เป็นไปไม่ได้! ปราณกระบี่บ้านี่คืออะไรกัน?!" มู่หรงเฟิงแผดเสียงร้องด้วยความตกใจสุดขีด
"กระบวนท่ากระบี่ขั้นพื้นฐานที่สุด... ของสำนักเรา" เย่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานเสียดแทงลึกลงไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฟัง "แต่น่าเสียดายที่ในมือของเจ้า มันเป็นได้แค่ไม้จิ้มฟันที่ไร้ราคา"
สิ้นคำพูดนั้น เย่เฉินก็สะบัดข้อมือเบาๆ
*ตูม!*
ร่างของมู่หรงเฟิงผู้ยิ่งยงราวกับถูกค้อนยักษ์จากสรวงสวรรค์ฟาดเข้าอย่างจัง กระบี่ในมือหลุดกระเด็นหมุนคว้างกลางอากาศ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะลอยละลิ่วข้ามกำแพงศิลาของลานประลอง กระแทกเข้ากับพื้นสนามหญ้าด้านนอกอย่างรุนแรงจนฝุ่นตลบอบอวล เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกมาจากปากของเขาคำโตหมดสติคาที่ทันที
ความเงียบสงัดราวกับป่าช้าเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ทุกสายตาเบิกกว้างจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ศิษย์พี่ใหญ่อันดับหนึ่งผู้ไร้พ่าย กลับถูกศิษย์สายในขั้นต่ำตบกระเด็นออกไปในกระบวนท่าเดียว โดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ!
เย่เฉินปัดฝุ่นที่ไหล่เบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะกวาดสายตาคมกริบมองไปยังเหล่าผู้อาวุโสที่นั่งอ้าปากค้าง แล้วทิ้งวาจาท้าทายที่ทำให้ทั่วทั้งสำนักต้องสั่นสะเทือน "หรือว่า... ยอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่เมฆา จะมีฝีมือได้แค่นี้กันหมด?"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง ท้องฟ้าเหนือลานประลองก็พลันมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆสีดำทะมุนรวมตัวกันเป็นรูปเกลียวพายุหมุนวนพร้อมกับสายฟ้าสีทองคำที่ฟาดผ่าลงมาใจกลางลานประลองอย่างไร้สัญญาณเตือน
ร่างเงาลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางสายฟ้าฟาด โดยมีกระบี่โบราณที่ส่งกลิ่นอายสังหารรุนแรงพาดอยู่บนบ่า และน้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นทำเอาหัวใจของทุกคนหยุดเต้นไปชั่วขณะ—
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ยุทธภพไป1ด้วยกันนะครับ
เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 4
ชักกระบี่ออกจากฝักครั้งแรก
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!