ไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านลงมาจากหลังคาเรือนไม้ผุพังราวกับห่าฝนแห่งความตาย มันมิใช่เพียงแค่อุณหภูมิที่ลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว หากแต่เป็นจิตสังหารอันบริสุทธิ์เข้มข้นที่ถูกบีบอัดจนสามารถตัดเฉือนเนื้อหนังของยอดฝีมือให้ขาดเป็นวิ่นได้โดยไม่ต้องชักอาวุธ
มู่หรงเฟิงที่เมื่อครู่ยังคงยกกระบี่หมายปลิดชีพเย่เฉินด้วยความลำพองใจ บัดนี้ใบหน้ากลับถอดสีจนซีดเผือด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากราวกับถูกน้ำร้อนลวก ปลายกระบี่ในมือสั่นระริกจนเกิดเสียงกระทบกันกริ๊งๆ ความเย่อหยิ่งทระนงเมื่อครู่มลายหายไปสิ้นหลงเหลือเพียงความหวาดกลัวต่อความตายที่คืบคลานเข้ามาประชิด
"นะ... นางปีศาจน้ำแข็งผู้ใดกัน!" มู่หรงเฟิงเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความยากลำบาก ขณะที่ขาคู่นั้นแทบจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นดิน
บนยอดหลังคาเรือน ร่างระหงของสตรีในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะแรกอรุณกำลังยืนหยัดอยู่ ณ ที่นั้น เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบกาย นางหาได้ชายตามองมู่หรงเฟิงแม้แต่น้อย สายตาคู่คมกริบดั่งกระบี่น้ำแข็งที่ซ่อนเร้นไว้ในฝัก จับจ้องตรงมายังเย่เฉินที่ยังคงนอนพิงเสาเรือนด้วยท่าทีสบายอารมณ์อย่างยิ่ง
"หลิวชิงหลัน..."
เย่เฉินพึมพำชื่อนั้นเบาๆ ในลำคอ ริมฝีปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทัน แม้ในชาติภพก่อน นางจะเป็นถึงธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังน้ำแข็งเก้าสวรรค์ผู้เย่อหยิ่งเย็นชา จนผู้คนในยุทธภพต่างขนานนามว่า 'เซียนกระบี่เหมันต์ไร้ใจ' ผู้ที่ไม่เคยแยแสต่อบุรุษใดในใต้หล้า แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่า ในยามที่เขาตกต่ำถึงขีดสุดในชาติภพนี้ นางกลับเป็นผู้แรกที่ก้าวเท้าฝ่าสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์มาปรากฏกายเบื้องหน้าเขา
"เจ้ายังกล้าส่งเสียงหัวเราะอีกหรือ เย่เฉิน"
เสียงหวานใสที่เยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งในฤดูเหมันต์เอ่ยขึ้น ร่างของหลิวชิงหลันค่อยๆ ลอยลงมาจากหลังคาราวกับขนนกที่ไร้น้ำหนัก นางยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าเย่เฉิน ปิดกั้นระหว่างเขากับคมกระบี่ของมู่หรงเฟิงไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ไอเย็นรอบกายแผ่ขยายออกไปจนพื้นดินรอบบริเวณถูกเคลือบไว้ด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าใส
มู่หรงเฟิงกัดฟันกรอด ความอับอายและโทสะตีรวนขึ้นมาในอก แม้เขาจะหวาดกลัวต่อกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวของสตรีผู้นี้เพียงใด แต่ศักดิ์ศรีของยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งสำนักกระบี่เมฆายังค้ำคออยู่ "แม่นางผู้นี้! แม้เจ้าจะเป็นชาวยุทธ์จากที่ใด แต่ที่นี่คืออาณาเขตของสำนักกระบี่เมฆา เย่เฉินมันเป็นเพียงศิษย์สวะไร้ค่าที่ทำผิดกฎสำนัก ข้ากำลังลงทัณฑ์มัน เจ้ากล้าดียังไงถึงเข้ามายุ่งเรื่องภายใน..."
*ฉึบ!*
ยังไม่ทันที่มู่หรงเฟิงจะกล่าวจบประโยค ประกายแสงสีฟ้าครามสายหนึ่งก็พาดผ่านอากาศอย่างไร้ร่องรอย กระบี่น้ำแข็งในมือของหลิวชิงหลันไม่ได้ถูกชักออกจากฝักอย่างเต็มตัว เป็นเพียงการสะบัดข้อมือเบาๆ เท่านั้น!
ปัง!
ร่างของมู่หรงเฟิงปลิวลิ่วราวกับว่าวขาดลมกระแทกเข้ากับผนังหินด้านหลังอย่างรุนแรง กระอักเลือดคำโตออกมาเป็นลิ่มสีดำสนิท ดวงตาเบิกโพ้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด กระบี่ประจำกายของเขาหักสะบั้นเป็นสองท่อนตกลงแทบเท้า
"หนวกหู" หลิวชิงหลันเอ่ยสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่กลับทรงพลังจนทุกคนในลานสำนักต้องก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว นางไม่แม้แต่จะเหลือบแลมู่หรงเฟิงเป็นครั้งที่สอง
เย่เฉินหัวเราะในลำคอเบาๆ "ชิงหลัน... เจ้ามือหนักขึ้นทุกวันนะ เกือบจะทำลายกระดูกซี่โครงของไอ้สวะนั่นจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงแล้วไหมล่ะ เกรงว่าเจ้าสำนักกระบี่เมฆาคงต้องหลั่งน้ำตาให้แก่ศิษย์รักผู้นี้สามวันสามคืนเป็นแน่"
หลิวชิงหลันหันกลับมามองสบตาเขา แววตาที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งนับพันปีพลันไหววูบไปชั่วขณะ นางจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยขีดBข่วนและคราบเลือดของเย่เฉิน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อยที่ได้ยินเพียงแค่เราสองคน "เจ้ายังคงปากดีเหมือนเดิม... ข้าคิดว่าเจ้าคงตายห่าไปตั้งแต่สายฟ้าสายแรกเมื่อครู่เสียอีก"
"ระดับมหาจักรพรรดิเซียนอย่างข้า หากจะตายด้วยสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์งี่เง่าแค่นี้ เกรงว่าคงต้องอายฟ้าดินแย่แล้ว" เย่เฉินยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ร่างกายจะยังคงปวดร้าวราวกับกระดูกทุกท่อนถูกแยกส่วน แต่แววตาของเขากลับเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดวงดาราในคืนเดือนมืด "อีกอย่าง... ข้ายังไม่ได้จัดการสะสางบัญชีแค้นกับพวกสวรรค์เบื้องบน ข้าจะตายก่อนได้อย่างไร"
หลิวชิงหลันถอนหายใจเบาๆ นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้มีความดื้อรั้นและเย่อหยิ่งเพียงใด ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า เขาก็ยังคงหาญกล้าที่จะใช้มือข้างเดียวยันมันไว้ "ข้าจะคุ้มครองคุ้มภัยให้เจ้าชั่วคราว... แต่หลังจากนั้น เจ้าต้องบอกความลับทุกอย่างแก่ข้า เย่เฉิน"
"ตกลง" เย่เฉินพยักหน้ารับรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปมองกลุ่มศิษย์สำนักกระบี่เมฆที่ยืนตัวสั่นงันทับถมกันอยู่มุมลาน "เอาล่ะ แขกไม่ได้รับเชิญก็ถูกจัดการไปเปลาะหนึ่งแล้ว... ถึงเวลาที่ข้าจะต้องสะสางเรื่องราวของตัวเองเสียที"
เขานั่งขัดสมาธิลงกับพื้นท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง หลับตาลงช้าๆ ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ในห้วงสมุทรแห่งจิตวิญญาณของเย่เฉิน บัดนี้ปรากฏภาพของเกลียวคลื่นพลังปราณสีทองอร่ามที่กำลังคำรามก้องราวกับมังกรเพลิง มันคือพลังฟ้าดินที่ถูกสายฟ้าสีครามเมื่อครู่หลงเหลือไว้ภายในร่าง การจะเปิดจุดชีพจรแรก 'จุดชีพจรปฐพีสะท้านฟ้า' จำเป็นต้องใช้พลังปราณระดับนี้เป็นเชื้อเพลิงในการทะลวง
"มาเถอะ..." เย่เฉินพึมพำในใจ
*ตูม!*
เสียงระเบิดดังขึ้นจากภายในร่างของเย่เฉิน ราวกับเสียงฟ้าผ่าใจกลางมหาสมุทร เลือดสีสดพุ่งทะลักออกจากมุมปากของเขาทันที ความเจ็บปวดระดับที่สามารถทำให้คนปกติสติหลุดลอยถูกส่งตรงไปยังเส้นประสาททุกตารางนิ้ว กล้ามเนื้อทั่วร่างกระตุกเกร็งจนเกิดเสียงกรอบแกรบราวกับกิ่งไม้แห้งที่กำลังถูกหักโค่น
นี่ไม่ใช่การบำเพ็ญเพียรธรรมดา แต่มันคือการ 'หลอมกายเทวะบรรพกาล' เคล็ดวิชาต้องห้ามที่แม้แต่เหล่าทวยเทพในอดีตยังต้องหวาดผวา!
หลิวชิงหลันที่ยืนอารักขาอยู่ด้านข้างขมวดคิ้วมุ่น นางสัมผัสได้ถึงพลังงานอันปั่นป่วนรอบตัวเย่เฉินที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นคลื่น ร่างกายของเย่เฉินในตอนนี้กำลังดูดซับไอพลังฟ้าดินรอบรัศมีสิทธิ์ร้อยลี้เข้ามาไว้ในร่างอย่างบ้าคลั่ง!
"เจ้าเด็กบ้านี่... คิดจะฝืนกฎเกณฑ์ฟ้าดินจริงๆ สินะ" นางพึมพำพร้อมกับกระชับกระบี่ในมือแน่นขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป... สองก้านธูป...
ความเจ็บปวดแสนสาหัสเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นกระแสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปตามแนวสันหลัง จุดชีพจรแรกที่เคยปิดตายมาตลอดชีวิตของร่างนี้ ค่อยๆ ถูกพลังปราณสีทองกระแทกจนเปิดออกทีละน้อย เกิดเป็นเสียงระเบียบเบาๆ ในหูราวกับเสียงประทัดในวันตรุษจีน
*เปรี้ยง!*
คลื่นพลังปราณระลอกแรกพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกมฆทึบจนเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องลงมาต้องร่างของเย่เฉินที่นั่งสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวและเต็มไปด้วยรอยแผล กลับเปล่งประกายเรืองรองด้วยอักขระโบราณสีทองคำที่ปรากฏขึ้นจางๆ ใต้ผิวหนัง
เย่เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ ในดวงตาทั้งสองข้างปรากฏประกายแสงสีทองหมุนวนเป็นรูปยันต์โบราณ ลลมปราณรอบกายของเขาในยามนี้ แข็งแกร่งกว่าตอนก่อนหน้าไม่ต่ำกว่าสิบเท่า! เขาก้าวข้ามขีดจำกัดของศิษย์สายในขั้นต่ำ ทะยานเข้าสู่ 'ขอบเขตหลอมรวมลมปราณ ขั้นที่สาม' อย่างสมบูรณ์แบบ!
ทว่า... ในวินาทีที่เย่เฉินกำลังจะแย้มยิ้มด้วยความพึงพอใจนั้นเอง
แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ท้องฟ้าที่เพิ่งจะแจ่มใสเมื่อครู่ กลับถูกย้อมด้วยสีเลือดฉานฉับพลัน เมฆหมอกสีแดงฉานม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นขนาดมหึมาเหนือสำนักกระบี่รกร้าง ราวกับมีประตูบานยักษ์กำลังถูกเปิดออก, จากเบื้องล่างของหุบเขา เสียงคำรามต่ำๆ ที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันเก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวดังสะท้อนก้องกังวานขึ้นมา
*กรรร...*
ไม่ใช่เสียงของสัตว์อสูรธรรมดา... แต่เป็นเสียงคำรามของ 'สิ่งนั้น' ตัวตนที่ถูกผนึกไว้ใต้สำนักกระบี่รกร้างมานานนับหมื่นปี!
หลิวชิงหลันหน้าเปลี่ยนสีเป็นครั้งแรก นางหันขวับไปมองยังทิศทางของหุบเขาเบื้องล่าง พร้อมกับอุทานออกมาเบื้องหน้า "แย่แล้ว... ผนึกใต้พิภพกำลังจะแตกสลาย!"
เย่เฉินหรี่ตาลง รอยยิ้มมุมปากหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขายันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะบัดแขนเสื้อเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันต่อฟ้าดิน
"ดูท่า... ค่ำคืนนี้พวกเราคงไม่ได้นอนกันง่ายๆ เสียแล้วกระมัง ชิงหลัน"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่เส้นทางเซียนไปพร้อมกับข้า "เซียนสุราเมามาย" แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชาหลอมกายเทวะบรรพกาล
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!