เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์•ตอนที่ 1

ความตายคือจุดเริ่มต้นใหม่

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในโพรงปาก ชัดเจนเสียยิ่งกว่าความฝันใดๆ ในรอบสหัสวรรษ ร่างกายนี้บอบช้ำจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม เส้นลมปราณทั่วร่างถูกแหลกสลาย กระดูกซี่โครงหักร้าวรานราวกับเศษกิ่งไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำด้วยเกือกม้า ทว่า... สิ่งที่สวนทางกับความเจ็บปวดอันแสนสาหัสเหล่านั้น กลับเป็นประกายตาสีทองเรืองรองคู่หนึ่งที่เพิ่งลืมขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดของห้องเก็บฟืนอันอับชื้น “ฮึ... ถือว่ามือหนักใช้ได้ สำหรับพวกสุนัขรับใช้ที่ไร้ซึ่งปัญญา” เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่แตกยับเยิน รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าเปื้อนโคลนของเด็กหนุ่ม มันไม่ใช่รอยยิ้มของศิษย์สวะผู้อ่อนแอที่เพิ่งถูกซ้อมปางตายจนปางตาย หากแต่เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดินของ 'เย่เฉิน' อดีตมหาจักรพรรดิเซียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งเก้าชั้นฟ้า ผู้ซึ่งถูกทรยศและหักหลังโดยสหายรักในวันทัณฑ์สวรรค์! เขานึกทบทวนความทรงจำที่ไหลทะลักเข้ามาในหัว สมองของเขาผสานเข้ากับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ซึ่งมีนามเดียวกันอย่างน่าประหลาด เย่เฉิน ศิษย์สายในขั้นต่ำสุดแห่งสำนักกระบี่รกร้าง สำนักอันเสื่อมโทรมที่แม้แต่สุนัขข้างถนนยังเมินหน้าหนี ผู้ซึ่งถูก 'มู่หรงเฟิง' ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่เมฆา สั่งให้คนมาซ้อมปางตาย เพียงเพราะบังaอาจไปเงยหน้ามองสตรีที่มู่หรงเฟิงหมายปอง ช่างเป็นความตายที่ไร้ค่า และช่างเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจยิ่งนัก เย่เฉินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น แม้การขยับเพียงนิดจะทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่เขากลับไม่ส่งเสียงครางแม้แต่ครึ่งคำ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องเก็บฟืนที่เต็มไปด้วยหยากไย่และกลิ่นอับชื้น ปราณฟ้าดินรอบตัวในสถานที่แห่งนี้เบาบางจนแทบเรียกว่าเป็นสุญญากาศสำหรับผู้ฝึกตน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้ที่เคยครอบครองเคล็ดวิชาบรรพกาล “ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้ข้าได้กลับมามีลมหายใจในร่างสวะผู้นี้... เช่นนั้นหนี้เลือดในอดีต และหนี้กรรมในปัจจุบัน ข้าจะชำระมันให้สิ้นซ้ำทีละคน” เย่เฉินนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นสกปรก นิ้วมือเรียวยาวประสานเป็นมุทราโบราณที่สาบสูญไปจากยุทธภพมากว่าแสนปี ลมหายใจเข้าออกของเขาเริ่มปรับประสานสอดคล้องกับจังหวะของชีพจรจักรวาล รอบกายของเด็กหนุ่มปรากฏละอองแสงสีครามจางๆ หมุนวนเป็นเกลียวคลื่น พลังปราณที่แห้งเหือดในเส้นลมปราณที่ถูกทำลาย ค่อยๆ ถูกซ่อมแซมและหล่อเลี้ยงด้วย 'เคล็ดวิชากลืนกินดาราจักร' วิชามารสะท้านฟ้าที่แม้แต่เหล่าเซียนสวรรค์ยังต้องหวาดผวา *เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!* เสียงกระดูกที่หักร้าวประสานเข้าหากันดังขึ้นในความเงียบ เสียงนั้นชวนให้ขนหัวลุกสำหรับผู้ที่ได้ยิน พลังปราณระดับก่อเกิดขั้นที่หนึ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วดั่งพายุหมุน จากขั้นที่หนึ่ง... สู่ขั้นที่สอง... และหยุดลงที่ขั้นที่สามในเวลาเพียงชั่วก้านธูปเดียว! สำนักกระบี่รกร้างแห่งนี้อ่อนแอเกินไป และผู้คนในที่นี้ก็โง่เขลาเบาปัญญาเกินกว่าจะเข้าใจว่า 'มังกรที่นอนจำศีล' นั้นแตกต่างจาก 'หนอนหนีบ' อย่างไร ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังแว่วมาจากด้านนอกประตูห้องเก็บฟืน “ฮ่าๆๆๆ เจ้าสวะเย่เฉินป่านนี้คงกลายเป็นวิญญาณเฝ้าพื้นห้องไปแล้วกระมัง? ศิษย์พี่มู่หรงสั่งสอนแค่นี้ยังถือว่าปรานีมันมากนัก!” เสียงของจ้าวเต๋อ สมุนมือขวาของมู่หรงเฟิงดังลั่นด้วยความฮึกเหิม *แอ๊ด——* ประตูไม้ผุพังถูกผลักเปิดออกอย่างแรง แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาภายในห้อง เผยให้เห็นเงาร่างของชายหนุ่มร่างกำยำผู้หนึ่งถือกระบี่เล่มหนาเดินเข้ามาด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง ทว่า เมื่อสายตาของจ้าวเต๋อประสานเข้ากับร่างที่ควรจะนอนหายใจรวยรินจมกองเลือด รอยยิ้มบนใบหน้าของมันก็แข็งค้างทันที เย่เฉินไม่ได้นอนรอความตาย... เขากำลังนั่งอยู่บนกองฟืน นัยน์ตาสงบนิ่งราวน้ำในบึงลึก แต่กลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบที่ทำให้จ้าวเต๋อรู้สึกเหมือนถูกคมกระบี่จ่ออยู่ที่ลำคอโดยไม่รู้ตัว “ทะ... แก... ทำไมแกยังไม่ตาย?” จ้าวเต๋อถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ความหวาดกลัวแล่นริ้วขึ้นมาจับขั้วหัวใจอย่างไร้เหตุผล เย่เฉินค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้เสื้อผ้าจะขาดวิ่นและเปื้อนคราบเลือด แต่รัศมีรอบตัวเขากลับแผ่ขยายความน่าเกรงขามออกมาจนบรรยากาศในห้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มกวนประสาทที่ไร้ซึ่งความเกรงกลัว “ความตายนะหรือ? ข้าเคยผ่านมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว... แต่วันนี้ ดูท่าทางว่า เจ้าคงต้องเป็นคนแรกที่ไปลองสัมผัสมันแทนข้าเสียแล้วกระมัง” จ้าวเต๋อหน้าถอดสี มือที่กำด้ามกระบี่สั่นเทำด้วยความตื่นตระหนก มันไม่เข้าใจว่าเหตุใดเด็กหนุ่มตรงหน้าซึ่งควรจะเป็นแค่ศิษย์สวะที่มันเพิ่งซ้อมไปเมื่อวาน จึงได้แผ่กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ออกมาได้ “วะ... วาจาอวดดี! วันนี้ข้าจะส่งแกไปลงนรกจริงๆ เสียที!” จ้าวเต๋อคำรามลั่นเพื่อข่มความกลัวในใจ มันชักกระบี่ออกจากฝัก พลังปราณระดับหลอมรวมปราณขั้นที่ห้าถูกปลดปล่อยออกมาจนเกิดเสียงลมหวีดหิว คมกระบี่พุ่งตรงเข้าใส่ลำคอของเย่เฉินด้วยความเร็วและรุนแรงหวังปลิดชีพในดาบเดียว! เย่เฉินไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขายืนนิ่งราวกับภูเขาผา ปล่อยให้คมกระบี่พุ่งเข้ามาจนห่างจากผิวเนื้อเพียงไม่ถึงคืบ รอยยิ้มเยาะเย้ยบนริมฝีปากของเขายิ่งเด่นชัดขึ้นในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย ทว่า ในจังหวะที่คมกระบี่กำลังจะเจาะทะลวงผ่านลำคอของเย่เฉินนั้นเอง ท้องฟ้าเหนือสำนักกระบี่รกร้างก็พลันมืดครึ้มลงฉับพลัน สายฟ้าสีครามสายหนึ่งฟาดผ่าลงมากลางลานสำนักอย่างไร้ที่มา ราวกับฟ้าดินกำลังรับรู้ถึงการตื่นขึ้นของตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว... และในวินาทีเดียวกันนั้น เงาร่างของสตรีชุดขาวผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนหลังคาเรือนอย่างไร้ซุ่มเสียง นางถือกระบี่น้ำแข็งที่แผ่ไอเย็นยะเยือกปกคลุมไปทั่วสารทิศ สายตาเย็นชาคู่นั้นมองตรงมาที่เย่เฉิน พร้อมกับประกายจิตสังหารที่พุ่งเป้ามายังทุกคนในบริเวณนั้น! ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนแรกนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับผม
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะ ขอซัดหน้าเซียนสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%