บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักอ่านใจผี•ตอนที่ 3

คดีแรกที่สถานีรถไฟร้าง

ผลงานโดย นภากระซิบผี
คราบสนิมสีเลือดบนเสาเหล็กชานชาลาที่สาม ไม่ใช่ร่องรอยของกาลเวลา หากแต่มันคือคราบน้ำตาที่ถูกความเค็มของความอาลัยกัดกร่อนจนกลายเป็นออกไซด์สีแดงฉาน ศิลากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมถุงมือหนังสีดำสัมผัสเข้ากับตั๋วรถไฟกระดาษแข็งสีหม่นยุคสงครามโลก ทันทีที่สัมผัส กระแสข้อมูลดิบและความทรงจำอันบิดเบี้ยวก็ทะลักผ่านเส้นประสาทเข้ามาในหัวจนร่างสูงต้องเซถอยหลังไปครึ่งก้าว กลิ่นไอน้ำมันเครื่องผสมกับกลิ่นสาบศพและดอกไม้แห้งคละคลุ้งในโพรงจมูก ภาพของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่กำลังกอดตุ๊กตาผ้าขาดวิ่นท่ามกลางเสียงหวีดร้องระคนเสียงเหล็กรางรถไฟบดขยี้พุ่งชนโสตประสาทอย่างรุนแรง "อย่าเพิ่งปล่อยให้จิตตกมัวเมาไปกับอดีตของคนอื่นค่ะ ศิลา... ดึงสติกลับมา ทางนั้นกำลังขยับแล้ว" เสียงราบเรียบทว่าทรงพลังของอินทิราดังขึ้นเหนือเสียงลมหวีดหวิว อาจารย์สาวในชุดเสื้อโค้ตกันหนาวสีเทาเข้มขยับกรอบแว่นสายตา ปลายนิ้วเรียวของเธอกำยันต์กระดาษสีชาสลักอักขระโบราณไว้แน่น ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังเงาร่างสีดำทะมึนที่สั่นเทาอยู่หน้าประตูตู้โบกี้รถไฟร้าง ซึ่งบิดเบี้ยวผิดรูปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ดวงวิญญาณดวงนี้ติดอยู่ที่นี่มานานเกินกว่าห้าสิบปี แรงอาฆาตและห่วงหาผูกพันร้อยรัดมันไว้กับซากเหล็ก จนกลายเป็น ‘เขตแดนปิดกั้น’ ที่หากใครก้าวล้ำเข้ามาโดยไม่เข้าใจกฎของไสยเวทโบราณ วิญญาณดวงนั้นจะถูกดึงให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรางรถไฟไปตลอดกาล "ผมเห็นแล้วครับ... เอ๊ย ดิฉันหมายถึง ดิฉันรับรู้ได้แล้วค่ะ" ศิลาแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้สรรพนามผิด อินทิราเหลือบตามองเล็กน้อยอย่างนึกขันแต่ก็ไม่ได้เอ่ยแซวในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ "เด็กคนนั้นไม่ได้โกรธแค้นเราค่ะ" ศิลาหลับตาลงตั้งสมาธิ ปล่อยให้พลัง 'จิตสัมผัสวัตถุ' แผ่ซ่านออกไปเพื่ออ่านร่องรอยความทรงจำที่ตกค้างบนตั๋วรถไฟในมือ "เขากำลังรอ... เขากำลังรอแม่มารับตามสัญญาที่ให้ไว้ก่อนรถไฟขบวนสุดท้ายจะออกเดินทาง แต่เพราะเหตุการณ์สะพานถล่มในคืนนั้น ทำให้แม่ของเขามาไม่ถึง และตั๋วใบนี้... คือสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเขากับความหวังครั้งสุดท้าย" อินทิราพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เธอยกมือขึ้นวาดอักขระกลางอากาศ แสงสีทองเรืองรองส่องประกายขับไล่ความมืดรอบตัวให้ถอยร่นไป "เงื่อนไขการปลดปล่อยจึงไม่ใช่การใช้กำลังปราบปราม แต่เป็นการ ‘คืนสัญญา’ และพาเขาข้ามผ่านความกลัวในคืนนั้นร่วมกัน... ศิลา คุณต้องเป็นคนยื่นตั๋วใบนั้นให้เขาในฐานะ ‘นายสถานีจำเป็น’ เพื่อปิดฉากพิธีส่งวิญญาณนี้ค่ะ" "ผม... เอ๊ย ดิฉันเหรอครับ... ค่ะ!" ศิลาหน้าถอดสีเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าตัวเองต้องเข้าไปประชิดตัววิญญาณระดับอาฆาตที่กำลังคลุ้มคลั่ง "ทำไมคะ หรือว่าไม่มั่นใจในฝีมือตัวเอง?" อินทิราเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากเพื่อลดทอนความตึงเครียด "จำไว้ว่าพลังของคุณไม่ได้มีไว้แค่สืบสวนคดี แต่มันมีไว้เพื่อเยียวยาด้วย อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ บรรณารักษ์" ศิลาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า เขาก้าวเท้าเดินฝ่าความหนาวเหน็บเข้าไปใกล้เงาดำสนิทนั้นทีละก้าว เสียงสะอื้นไห้ของเด็กชายดังระงมบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ โครงสร้างสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟรอบตัวเริ่มสั่นสะเทือน เศษฝุ่นและเกล็ดสนิมร่วงหล่นราวกับหิมะสีเลือด "อย่าเข้ามา... แม่บอกให้รอ... แม่สัญญาว่าจะกลับมา..." เสียงแหบพร่าและสั่นเครือดังขึ้นจากเงาร่างนั้น พร้อมกับรยางค์สีดำนับสิบที่พุ่งตรงเข้ามาหมายจะรัดร่างของศิลาให้แหลกสลาย อินทิราเตรียมสะบัดยันต์เพื่อเข้าช่วยเหลือ แต่ศิลาversionที่เติบโตขึ้นจากคดีก่อนหน้ากลับยกมือขึ้นห้ามอย่างสุขุม เขารู้ว่าหากใช้กำลัง ร่างวิญญาณจะแตกสลายและติดอยู่ในวังวนนี้ชั่วนิรันดร์ ศิลาไม่ถอยหนี เขาก้าวเข้าไปประชิดเงาดำนั้นโดยไม่เกรงกลัว เปิดฝ่ามือที่มีตั๋วรถไฟเก่าคร่ำคร่าออกแสดงต่อหน้าดวงวิญญาณที่กำลังกรีดร้อง "คุณแม่ฝากผมมาบอกว่า... รถไฟขบวนนั้นออกเดินทางไปแล้วครับ และท่าน... รอหนูอยู่ที่ปลายทางเรียบร้อยแล้ว" ทันทีที่สิ้นเสียง เงาดำที่พุ่งเข้ามาหยุดชะงักกะทันหัน รยางค์สีดำสลายกลายเป็นละอองแสงสีฟ้าอ่อนละมุน เสียงสะอื้นไห้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ร่างของเด็กชายในชุดกะลาสีเก่าคร่ำคร่าค่อยๆ ปรากฏเด่นชัดขึ้น ใบหน้าซีดเซียวระบายรอยยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบห้าทศวรรษ สองมือเล็กๆ ยื่นมารับตั๋วรถไฟใบนั้นด้วยความทะนุถนอม ก่อนที่ร่างของเขาจะโปร่งแสงและสลายกลายเป็นหมู่ดาวดวงเล็กๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรีที่เริ่มปรากฏแสงสีทองแห่งรุ่งอรุณ บรรยากาศรอบตัวที่เคยกดทับด้วยความหนาวเหน็บและกลิ่นอายความตายพลันมลายหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจของคนทั้งสอง อินทิราลดมือลง ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เธอมองชายหนุ่มรุ่นน้องที่ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงแรกของวันด้วยแววตาชื่นชมที่ยากจะปิดบัง "ทำได้ดีมากค่ะ ศิลา เติบโตขึ้นเยอะเลยนะคะ" "ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะอาจารย์ ถ้าไม่ได้คุณ ผมคง..." ศิลาเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มโล่งใจ ก่อนที่เสียงเตือนโลหะทึบๆ จะดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบสงบ *ติ๊ง!* เสียงแจ้งเตือนระบบภารกิจลึกลับดังขึ้นในโสตประสาทของศิลา พร้อมกับหน้าต่างโฮโลแกรมโปร่งแสงสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศต่อหน้าต่อตาเขากับอินทิรา โดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน [แจ้งเตือนระบบ: เสร็จสิ้นภารกิจระดับ A: ปลดปล่อยดวงวิญญาณที่สถานีรถไฟร้าง] [ปลดล็อกเงื่อนไขลับ: พบร่องรอยพลังงานของ "ผู้บัญชาการทางรถไฟสายมรณะ" (บอสใหญ่แห่งเขตที่ 4)] [คำเตือนจากระบบ: เป้าหมายไม่ได้ถูกส่งไปปรโลก แต่กำลังเคลื่อนที่มายังจุดที่ท่านยืนอยู่ ณ วินาทีนี้...] พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม รอยแยกสีดำสนิทปริแตกออกเป็นทางยาว พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ที่กำลังดังขึ้นจากอุโมงค์มืดมิดเบื้องล่าง—อุโมงค์สายที่ควรจะถูกปิดตายไปตั้งแต่ศตวรรษก่อน ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับศิลาและอินทิราในบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักอ่านใจผี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%