"ถ้าคุณยังควบคุมจังหวะการหายใจไม่ได้ ต่อให้มีเครื่องรางตระกูลอินทิราแปดทิศอยู่ในมือ พลังงานวิญญาณระดับอาฆาตจากเคสห้องสมุดเมื่อวานก็พร้อมจะกัดกินเส้นประสาทของคุณจนหมดสภาพภายในสามวินาทีค่ะ ศิลา"
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เฉียบคมของอินทิราดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องใต้ดิน กลิ่นธูปไม้จันทน์และน้ำมันว่านไพรคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แสงไฟจากตะเกียงโบราณวับแวมสาดส่องให้เห็นเงาทอดยาวของคนทั้งสองบนผนังปูนเปลือย ศิลาหันขวับกลับมามองอาจารย์สาวทันที ในขณะที่แววตาของหลานสาวตระกูลพราหมณ์ผู้สืบทอดสายวิชาโบราณกำลังสะท้อนแสงประหลาดสีคราม—ประกายแสงที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวเธอ ตลอดหลายเดือนที่ร่วมงานกัน
ศิลากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ฝ่ามือชุ่มเหงื่อของเขากำแผ่นยันต์กระดาษสาเก่าคร่ำคร่าไว้แน่นจนมันยับยู่ยี่
"ผมเข้าใจแล้วครับ... เอ๊ย! ผมเข้าใจแล้วค่ะ" ศิลาเผลออุทานแก้คำพูดตัวเองแทบไม่ทัน เมื่อนึกขึ้นได้ถึงกฎเหล็กในการปรับคลื่นสมองเพื่อประสานกับพลังไสยเวทร่วมกับอาจารย์สาว อินทิราปรายตามองความผิดพลาดเล็กๆ นั้นด้วยรอยยิ้มมุมปากที่หาดูได้ยาก ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนเสื่อกกผืนเก่า ตรงหน้าวงสายสิญจน์ที่โยงใยซับซ้อนราวกับแผนผังดวงดาว
"ตั้งสติ อย่าให้ความทรงจำเรื่องการสูญเสียครอบครัวในอดีตมาดึงรั้งกระแสจิตของคุณตอนนี้ ศิลา" อินทิราเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย แฝงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้ความเข้มงวด "เครื่องราง 'ตะกรุดมหาอุดม์ธารา' ที่ฉันยื่นให้ ไม่ใช่แค่วัตถุมงคลทั่วไป แต่มันคือสื่อกลางที่จะช่วยดึง 'จิตสัมผัสวัตถุ' ของคุณให้ขยายขอบเขตออกไปเชื่อมโยงกับมิติซ้อนทับ ถ้าคุณไม่ปรับจูนความถี่คลื่นสมองให้ตรงกับพลังของฉัน ร่างกายของคุณจะรับภาระหนักเกินไปจนเส้นเลือดฝอยในตาแตกเหมือนเคสรุ่นพี่ปีก่อนนะคะ"
ศิลาพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น เขาสูดลมหายใจเข้าลึก, กลั้นไว้สามวินาที, แล้วค่อยๆ ผ่อนออกทางปากช้าๆ ตามหลักการฝึกสมาธิที่อินทิราพร่ำสอนมาตลอดสัปดาห์
เขายกตะกรุดทองเหลืองโบราณขึ้นจรดหน้าผาก หลับตาลงเพื่อตัดสิ่งรบกวนภายนอก ทันทีที่ผิวโลหะเย็นเฉียบสัมผัสกับผิวหนัง ศิลาก็สัมผัสได้ถึงกระแสความอุ่นร้อนแปลกประหลาดที่แล่นพล่านจากปลายนิ้วเข้าสู่กระดูกสันหลัง ความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วร่าง แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวด กลับเป็นความรู้สึกตื่นตัวราวกับประสาทสัมผัสทุกส่วนถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล
*ระบบระเบียบของไสยเวทโบราณไม่ได้งมงาย... แต่มันคือวิทยาศาสตร์แห่งจิตวิญญาณที่มีสมการรองรับ* ศิลาคิดทบทวนทฤษฎีที่อินทิราเคยบรรยายให้ฟัง เขาจินตนาการถึงกราฟคลื่นความถี่ในสมองของตนเอง แล้วพยายามบีบอัดมันให้สอดรับกับจังหวะการเต้นของหัวใจของอินทิราที่นั่งอยู่ตรงข้าม
บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิในห้องใต้ดินลดฮวบลงอย่างกะทันหัน ลมหายใจของทั้งคู่กลายเป็นไอสีขาวจางๆ
"เริ่มแล้วนะ..." อินทิราพึมพำเบาๆ มือเรียวบางตวัดขึ้นวาดอักขระขอมโบราณกลางอากาศ นิ้วเรียวยาวของเธอเปล่งแสงเรืองรองสีทองคำเปลวตามวิชาอาคมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังจิตอันกล้าแข็ง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ศิลารู้สึกราวกับว่าสติของตนเองถูกดึงดูดเข้าไปในห้วงเหวแห่งกาลเวลา ภาพเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน—วันที่บ้านพักโบราณของครอบครัวถูกไฟไหม้พร้อมปริศนาวิญญาณตกค้าง—แวบเข้ามาในหัว แต่น่าแปลกที่ครั้งนี้ความโศกเศร้าและความหวาดกลัวไม่ได้กัดกินหัวใจเขาเหมือนเก่า อินทิราที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเปรียบเสมือนสมอเรือที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาไม่ให้หลุดลอยไปในกระแสความมืดมิด
"เชื่อมต่อสำเร็จเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์... ศิลา ประคองสติไว้!" เสียงของอินทิราก้องกังวานอยู่ในหัวของเขา ราวกับเธอกำลังพูดอยู่ข้างหูแม้ว่าริมฝีปากจะไม่ได้ขยับ
ศิลาขบกรามแน่น เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม แต่ดวงตาภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทกลับฉายแววเด็ดเดี่ยว เขาผสานพลัง 'จิตสัมผัสวัตถุ' เข้ากับตะกรุดของอินทิราได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภาพของวัตถุโบราณ ท่อนไม้ผุพัง และร่องรอยพลังงานตกค้างจากเคสต่างๆ ที่เขาเคยสัมผัส ไหลทะลักเข้ามาในสมองราวกับกระแสน้ำวน แต่มันถูกกรองให้สะอาดและเป็นระเบียบด้วยอาคมของอาจารย์สาว
ทว่า ท่ามกลางความเงียบสงบของการปรับจูนพลังที่กำลังดำเนินไปด้วยดีนั้น เสียงกริ่งเตือนภัยโบราณที่ติดตั้งไว้หน้าห้องสมุดลับกลับดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว!
*กริ๊งงงงงงง!*
ไม่ใช่เสียงกริ่งธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนระดับวิกฤตที่เชื่อมต่อกับระบบป้องกันอาคมรอบอาคาร
อินทิราลืมตาโพลงทันที นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ขาดสมาธิไปชั่วขณะจนแสงอักขระสีทองรอบตัววูบไหว "เป็นไปไม่ได้... อาคมเขตสกัดกั้นชั้นนอกถูกทำลายแล้ว!"
ศิลาลืมตาขึ้นตามสัญชาตญาณ พลังงานมหาศาลที่เพิ่งประสานกันเมื่อครู่สะท้อนกลับจนเขารู้สึกจุกที่ลิ้นปี่ แต่เขาก็ยังฝืนยันตัวลุกขึ้นยืน เคียงข้างอินทิราที่ก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าวเพื่อตั้งรับสถานการณ์
ที่หน้าประตูห้องใต้ดิน เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งกำลังก้าวผ่านม่านอาคมเข้ามาอย่างเชื่องช้า ร่างนั้นไร้ซึ่งลมหายใจ แต่มันกลับส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าที่คุ้นหูอย่างประหลาด—เสียงของดวงวิญญาณอาฆาตจากคดีที่พวกเขาเพิ่งปิดไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ดวงวิญญาณที่ควรจะไปสู่สุคติแล้วตามขั้นตอนของระบบ!
ก่อนที่อินทิราจะทันได้หยิบมีดหมอขึ้นมาป้องกันตัว หน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีแดงฉานที่มีเพียงศิลาเท่านั้นที่มองเห็น ก็เด้งพรวดขึ้นกลางอากาศด้วยตัวอักษรเรืองแสงกระพริบถี่ระรัว พร้อมเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นในโสตประสาทของเขาโดยตรง
**[ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน: ตรวจพบภารกิจลับระดับ SSS - "วิญญาณสวมรอย"]**
**[คำเตือน: วัตถุเป้าหมายไม่ได้ถูกส่งไปยังภพภูมิเดิม แต่ถูกดึงกลับมาด้วยพลังงานปริศนาของบุคคลที่สาม]**
**[เงื่อนไขการเอาชีวิตรอด: ประสานพลังขั้นสมบูรณ์แบบกับอินทิราภายใน 60 วินาที มิฉะนั้นเขตอาคมทั้งหมดจะล่มสลายและวิญญาณทั้งอาคารจะตื่นขึ้นพร้อมกัน!]**
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับศิลาและอินทิราเสมอนะคะ
บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักอ่านใจผี•ตอนที่ 13
ค่ำคืนแห่งการปรับจูน
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักอ่านใจผี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!