หน้าจอโฮโลแกรมสีแดงฉานกะพริบถี่รัวสะท้อนบนม่านตาของศิลา เสียงสัญญาณเตือนภัยความถี่สูงเสียดหูจนปวดขมับ ตัวเลขดิจิทัลนับถอยหลังสีเลือดกำลังร่วงหล่นลงทีละวินาที—*หนาวเหน็บ* ความเย็นเยือกไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองยามวิกาลแห่งนี้ แต่มันคายตัวออกมาจากผืนกระจกบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
"ศิลา! อย่ามองเงาในนั้น!"
เสียงตวาดเฉียบขาดของอินทิราดังขึ้นพร้อมกับแรงกระชากที่หัวไหล่ อาจารย์สาวในชุดเสื้อคลุมยาวสีเข้มพลิกตัวหลบคมมีดเงาที่พุ่งทะลุด้านข้างออกมาจากผนังกระจกเงาบานพับได้อย่างเฉียดฉิว เศษกระจกชิ้นเล็กชิ้นน้อยลอยเคว้งคว้างกลางอากาศราวกับถูกแรงโน้มถ่วงกลับด้าน สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดและระบบระเบียบของไสยเวทที่ร่ำเรียนมาทำให้ศิลาไม่ลังเลแม้แต่น้อย มือขวากำยันต์โลหะโบราณแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว พลังจิตสัมผัสวัตถุแผ่ซ่านเชื่อมต่อกระแสจิตเข้ากับอินทิราในเสี้ยววินาที
**[ซิงโครไนซ์พลังงานจิต: 10%... 50%... 98%... สมบูรณ์แบบ!]**
ระบบแจ้งเตือนสีฟ้าสว่างวาบขึ้นทับซ้อนสีแดง กลื่นกินความมืดมิดรอบตัวให้กลายเป็นสนามพลังงานรูปทรงโดมสีครามเข้ม อาคมบทที่เจ็ด "เกราะศิลาวารี" แผ่ขยายออกไปคุ้ม 360 องศา ป้องกันละอองเงาดำที่พยายามซึมผ่านรูขุมขนของผิวหนังได้อย่างเฉียดฉิว
ศิลาหอบหายใจถี่กระชั้น เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบโถงทางเดินชั้นสามของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ร้านค้าแบรนด์เนมปิดไฟมืดสนิท หุ่นโชว์เสื้อผ้าหลังตู้กระจกเงาบานยักษ์ไม่ได้ยืนนิ่งเฉยอีกต่อไป เงาสสะท้อนของพวกมันบิดเบี้ยว ยืดขยาย และขยับตัวตามอำเภอใจ ดวงตาสีดำกลกลวงโบ๋โบกมือเรียกศิลาและอินทิราจากอีกฟากหนึ่งของกระจก ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้ก้าวข้ามผ่าน "พรมแดน" ที่มนุษย์ไม่ควรล่วงล้ำ
"เด็กหนุ่ม... นายประเมินพลังของฉันต่ำไปหน่อยนะ" เสียงกระซิบแหบพร่าลอยมาตามสายลมเย็นเฉียบ มันไม่ใช่เสียงของอินทิรา และไม่ใช่เสียงของศิลา แต่เป็นเสียงที่ดังสะท้อนมาจากผนังกระจกทุกบานในรัศมีร้อยเมตร
อินทิรายกมือขึ้นปัดเส้นผมที่ชื้นเหงื่อออกจากใบหน้า แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นทรง The Row สะท้อนร่องรอยความตึงเครียด เธอขยับปลายนิ้วร่ายคาถาสะกดจิตวิญญาณเบาๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "ไม่ใช่พลังของวิญญาณเร่ร่อนทั่วไป... นี่คืออาคมกักขังวิญญาณระดับสูงที่ใช้กระจกเป็นสื่อกลาง มันสร้าง 'เขตอาคมสะท้อนเงา' เพื่อดึงเอาความกลัวก้นบึ้งในจิตใจของเหยื่อออกมาหล่อเลี้ยงตัวเอง คนที่หายตัวไปก่อนหน้านี้... ไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ แต่ถูกดึงตัวเข้าไปติดอยู่ในมิติซ้อนทับของกระจกต่างหากล่ะคะ"
ศิลาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ สัมผัสจากจิตสัมผัสวัตถุเมื่อครู่บอกเขาชัดเจนว่าวัตถุเป้าหมาย—สร้อยคอโบราณที่ถูกนำมาจัดแสดงในงานนิทรรศการอัญมณีของห้างแห่งนี้—คือ "สมอเรือ" ที่ตรึงประตูมิติระหว่างโลกคนเป็นและโลกคนตายเอาไว้
"ถ้าสมอเรือคือสร้อยเส้นนั้น..." ศิลาหันไปสบตากับคู่หู พลางกระชับมีดอาคมในมือ "เราต้องหาจุดอับสายตาของเงากระจก แล้วใช้พลังจิตกระแทกแกนกลางของมันให้แตกสลายในคราวเดียว ไม่อย่างนั้น พลังงานจากวิญญาณสวมรอยจะกลืนกินทุกคนในอาคารนี้จนหมด"
อินทิรามุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งในยามวิกฤต "ความคิดไม่เลวเลยนี่คะ บรรณารักษ์... งั้นฉันเปิดทางให้ นายเตรียมตัวคำนวณมุมสะท้อนของพลังงานให้ดีล่ะ"
สิ้นเสียงของอาจารย์สาว ร่างเพรียวบางของเธอก็กระโจนพุ่งเข้าใส่บานกระจกเงาขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าหรู อินทิราสะบัดยันต์กระดาษสีทองออกไปเจ็ดแผ่น ประจุพลังงานไสยเวทระเบิดออกเป็นเปลวเพลิงสีครามสว่างวาบขับไล่ความมืดมิดให้ถอยร่น กระจกบานใหญ่ร้าวรานและแตกกระจายส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เศษแก้วคมกริบนับพันชิ้นลอยค้างกลางอากาศด้วยแรงดันของอาคม
ในเสี้ยววินาทีที่ช่องว่างเปิดออก ศิลาไม่รอช้า เขาทิ้งตัวลงกับพื้นแล้วไถลลอดผ่านม่านละอองแก้วเข้าไปยังห้องจัดแสดงนิทรรศการชั้นใน ท่ามกลางความเงียบงัดและกลิ่นอายอับชื้นของกาลเวลาที่หยุดนิ่ง สร้อยคอมรกตโบราณที่วางอยู่บนแท่นกำมะหยี่สีดำกำลังเปล่งแสงเรืองรองสีเขียวเข้ม ทว่า... สิ่งที่ทำให้ศิลาต้องหยุดหายใจไม่ใช่ความงดงามของอัญมณี แต่เป็นภาพสะท้อนในกระจกบานใหญ่ด้านหลังแท่นวาง
เงาในกระจกไม่ได้สะท้อนภาพของเขา... แต่มันคือร่างของศิลาในวัยเด็ก ที่กำลังยืนมองเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านในอดีตด้วยแววตาว่างเปล่า และข้างกายของเด็กชายคนนั้น มีเงาดำสนิทร่างหนึ่งกำลังเอื้อมมือโอบกอด พร้อมกับส่งเสียงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยเกินไป
*“กลับมาหาฉันเถอะ... ศิลา ลูกแม่”*
มือเรียวเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งคู่หนึ่งสัมผัสเข้าที่หัวไหล่ด้านหลังอย่างกะทันหัน พร้อมกับลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินต้นคอ
ศิลาตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว—*อินทิรายังอยู่ข้างนอกคอยคุ้มกันเขตอาคม แล้วใคร... หรืออะไรที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาตอนนี้?*
ดวงตาสีดำสนิทที่สะท้อนผ่านกระจกเงาค่อยๆ เคลื่อนไหวรอยยิ้มกว้างจนถึงใบหู ก่อนที่เสียงแจ้งเตือนระบบที่เคยเงียบหายไปจะดังขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงกระชากขวัญ
**[ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินระดับสูงสุด: ตรวจพบตัวตนของ "ผู้สวมรอย" อยู่ในระยะประชิด]**
**[คำเตือน: วัตถุเป้าหมายไม่ใช่ภูตผี แต่คือ "ตัวตนอีกด้านหนึ่ง" ของผู้ใช้พลังจิตเอง]**
**[เงื่อนไขการรอดชีวิตในวินาทีสุดท้าย: ห้ามหันกลับไปมองเด็ดขาด จนกว่าเสียงกระซิบจะเรียกชื่อจริงของคุณครบสามครั้ง...]**
"ศิลา..." เสียงที่สามดังขึ้นติดริมหู เย็นเยียบจนกระดูกสันหลังชาหนึบ
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับเรานะคะ
บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักอ่านใจผี•ตอนที่ 14
คดีปริศนาในห้างสรรพสินค้า
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักอ่านใจผี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!