บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักอ่านใจผี•ตอนที่ 5

ความลับใต้เงาห้องสมุด

ผลงานโดย นภากระซิบผี
กลิ่นอับของกระดาษโบราณผสมน้ำยาเคลือบหนังแท้คือกลิ่นเดียวในโลกที่ศิลาเชื่อใจได้ มากกว่าคำพูดพล่อย ๆ ของมนุษย์ด้วยกัน นิ้วเรียวยาวใต้ถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดแตะสัมผัสลงบนสันปกหนังสือสันหนาหนักอึ้ง เล่มแล้วเล่มเล่าในโซนจำกัดสิทธิ์ชั้นใต้ดินระดับสามของห้องสมุดประชาชนนครหลวง เสียงพลิกกระดาษแห้งกรอบราชาเสียงถอนหายใจแผ่วเบาของคนตายดังคลออยู่กับเสียงหึ่งต่ำของหลอดไฟนีออนที่ใกล้หมดอายุ ที่นี่... ไม่มีใครรบกวนพวกเขาได้ "ระวังหน่อย ศิลา ชั้นเชิงการวางกลไกของห้องสมุดยุคอาณานิคมไม่ได้มีไว้แค่กันขโมยหนังสือ แต่มันมีไว้ตัดนิ้วพวกมือบอนด้วย" เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นหินขัดดังสะท้อนก้องกังวาน อินทิราก้าวออกมาจากเงาสลัวของชั้นหนังสือแถวใน มือเรียวบางข้างหนึ่งถือตะเกียงโบราณที่บรรจุน้ำมันไพรสีเหลืองนวล แสงไฟจากตะเกียงสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการก้าวเดิน ขับเน้นใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ออก แต่ดวงตาคู่คมหลังกรอบแว่นทรง The Row กลับกวาดมองสำรวจทุกซอกทุกมุมด้วยความระแวดระวังอย่างยิ่งยวด ศิลาชักมือกลับจากสันหนังสือเล่มที่สิบสองเบา ๆ เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจาง ๆ ที่ส่งผ่านปลายนิ้ว—ไม่ใช่แรงสั่นจากเครื่องจักร แต่เป็น "คลื่นความถี่" ของจิตวิญญาณที่ถูกกัก "ผมไม่ได้มือบอนครับ... เอ๊ย, หมายถึง ผมแค่วิเคราะห์โครงสร้างแรงดันอากาศบริเวณนี้" ศิลาแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นชิน "คุณก็รู้ว่ารอยต่อระหว่างชั้นหนังสือชุดนี้กับผนังหินแกรนิตด้านหลังมันเหลื่อมกันอยู่สามเซนติเมตร สำหรับสถาปัตยกรรมยุคศตวรรษที่สิบเก้า ระยะห่างแค่นี้ไม่ใช่ความผิดพลาดของช่างก่อสร้าง แต่มันคือช่องว่างของ 'ห้องลับ' ต่างหากล่ะครับ" อินทิราปรายตามองชายหนุ่มรุ่นน้องที่มักจะมีเหตุผลทางสรรพศาสตร์และฟิสิกส์มาอธิบายเรื่องลี้ลับเสมอ มุมปากอิ่มเม้มเข้าหากันนิด ๆ คล้ายกำลังกลั้นยิ้มกับความหัวรั้นที่นับวันจะยิ่งฉายแววเด่นชัดขึ้น "ปากเก่งขึ้นนี่ บรรณารักษ์ศิลา" อาจารย์สาวปัดฝุ่นที่เกาะตามไหล่เสื้อโค้ทสีเข้มออกเบา ๆ "ถ้าทฤษฎีคำนวณแรงดันอากาศของคุณถูกต้อง งั้นก็ลองบอกสิว่า กลไกเปิดประตูที่ซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือสามตันนี่ มันต้องใช้ 'กุญแจ' แบบไหน แรงผลัก? รหัสตัวเลข? หรือว่า... เครื่องสังเวย?" ศิลาไม่ตอบ เขาก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าว ปล่อยให้สัญชาตญาณและพลังเฉพาะตัวทำหน้าที่ ดวงตาสองข้างของชายหนุ่มหรี่ลงเล็กน้อย ประสาทสัมผัสทางกายถูกปิดกั้นชั่วขณะ เหลือเพียงประสาทสัมผัสพิเศษที่เรียกว่า 'จิตสัมผัสวัตถุ' (Psychometry) พลังนี้มักจะทำให้เขารู้สึกปวดร้าวที่ขมับทุกครั้งที่ใช้งาน แต่นี่ไม่ใช่เวลามาประหยัดแรงงาน ศิลาเอื้อมมือไปแตะที่รอยต่อของไม้สักทองอายุร่วมร้อยปี *ฉับพลัน... ภาพในอดีตก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก* *ภาพของชายชราผมยาวรุงรัง สวมชุดสูททقมเก่าคร่ำคร่ากำลังใช้มือสั่นเทาpressลงบนปุ่มไม้แกะสลักรูปหัวกะโหลกสิงโต... เสียงกระซิบแหบพร่าสั่งเสียดังก้องในโสตประสาท "ผู้ใดเปิดประตูนี้ จงเตรียมใจรับความจริงที่ถูกลืม..."* ศิลาสะดุ้งเฮือก มือชักกลับราวกับโดนไฟลวก ลมหายใจหอบถี่จนหน้าอกกระเพื่อมไหว เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผม อินทิราขยับเข้ามาประคองข้อศอกเขาไว้โดยอัตโนมัติ สัมผัสอุ่นจากมือเรียวช่วยดึงสติให้เขากลับสู่ความเป็นจริง "ไหวไหม?" น้ำเสียงของเธอแม้จะยังคงความราบเรียบ แต่แฝงความห่วงใยไว้อย่างแนบเนียน "ไหวครับ..." ศิลาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจ "ไม่ต้องใช้กุญแจทองคำ หรือกลไกซับซ้อนอะไรเลยครับ มันคือ 'แรงกด' ในมุมองศาที่เจาะจง" ชายหนุ่มหันกลับไปเผชิญหน้ากับชั้นหนังสืออีกครั้ง เขายื่นมือขวาออกไป วางฝ่ามือลงบนหัวสิงโตแกะสลักขนาดเท่ากำปั้นที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นวางหนังสือแถวที่สี่ นับจากซ้ายมือ... สามนิ้วจากขอบเสาหิน *คลิック—!* เสียงกลไกภายในกำแพงหินขยับตัวด้วยแรงเหวี่ยงมหาศาล เสียงโซ่ขึ้นสนิมและเฟืองเหล็กขูดขีดกันดังสนั่นหวั่นไหวจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน ชั้นหนังสือหนักสามตันค่อย ๆ แยกตัวออกจากกันอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นช่องว่างมืดมิดที่พ่นไอเย็นยะเยือกออกมาปะทะใบหน้า จนขนแขนของทั้งคู่ลุกชันพร้อมกัน อินทิราหรี่ตาลง แสงจากตะเกียงในมือสาดส่องเข้าไปสำรวจความมืดเบื้องหน้า กลิ่นอายที่โชยออกมาจากห้องลับนั้นไม่ใช่แค่กลิ่นอับของกาลเวลา แต่มันคือกลิ่นของ 'ความตาย' ที่ถูกหมักบ่มไว้เนิ่นนานนับทศวรรษ "ระวังตัวด้วย" อินทิราเอ่ยเสียงเบา ดึงยันต์กระดาษสีชาดออกจากแขนเสื้อขึ้นมาเตรียมพร้อม นิ้วเรียวคีบยันต์ไว้มั่น พลังปราณสีทองจาง ๆ ไหลเวียนรอบปลายนิ้ว ศิลาพยักหน้ารับ ชักไฟฉายแรงสูงออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ท แสงสีขาวนวลพุ่งแหวกความมืดเข้าไปภายในห้องลับ กวาดผ่านชั้นวางของที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏแก่สายตานำพาความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ มันไม่ใช่ห้องเก็บหนังสือธรรมดา... แต่มันคือ 'ห้องเก็บสะสมวัตถุอาถรรพ์' ของสมาคมนักล่าวิญญาณยุคโบราณ ชั้นวางเหล็กกล้าและตู้กระจกนิรภัยตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ แต่ละตู้บรรจุสิ่งของที่รuกเร้าสัญชาตญาณอันตรายอย่างชัดเจน มีทั้งกระจกเงาโบราณที่สะท้อนเงาบิดเบี้ยว, ตุ๊กตาเซรามิกที่ดวงตาสีดำสนิทคล้ายกำลังมองตามผู้บุกรุก, กริชโบราณที่อาบด้วยคราบสีดำคล้ำคล้ายเลือดแห้งกรัง และขวดโหลแก้วใสที่บรรจุของเหลวหนืดสีเขียวมรกต ซึ่งภายใน... มีบางสิ่งคล้ายดวงตากลมโตกำลังลอยเคว้งคว้างและกะพริบตาช้า ๆ "พระเจ้า..." ศิลาพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความทึ่งแกมหวาดหวั่น "ของพวกนี้... ถ้าหลุดออกไปข้างนอก เมืองหลวงคงกลายเป็นสุสานขนาดย่อมได้เลย" "ไม่ใช่แค่เมืองหลวงหศิลา" อินทิราก้าวเท้าเข้าไปสำรวจใกล้ตู้กระจกใสตู้หนึ่ง สีหน้าของเธอยามนี้เคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "ดูสัญลักษณ์บนผนังห้องนั่นสิ" ศิลาเบนแสงไฟฉายตามที่อาจารย์สาวบอก แสงสว่างสาดส่องกระทบเข้ากับภาพวาดโบราณขนาดใหญ่ที่สลักลึกลงไปในผนังหินด้านในสุด มันคือรูปสลักของวงแหวนเวทมนตร์ซ้อนทับกันเจ็ดชั้น ตรงกลางวงแหวนคือรูปสลักของประตูบานยักษ์ที่ถูกล่ามโซ่ตรึงไว้ด้วยตะปูเหล็กอาคม และที่น่าตกใจที่สุดคือ... มีรอยขีดข่วนสด ๆ คล้ายเพิ่งถูกกรีดด้วยของมีคมทับลงบนสัญลักษณ์นั้น "มีคนเคยเข้ามาที่นี่ก่อนเรา..." ศิลาพูดเสียงลอดไรฟัน สายตาสอดส่องกวาดมองไปทั่วห้อง จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีสมุดบันทึกปกหนังสีดำเล่มหนึ่งวางอยู่ แสงไฟฉายสะท้อนเข้ากับรอยเปื้อนสีน้ำตาลเข้มบนปก... รอยเปื้อนที่เมื่อสูดดมกลิ่นดูดี ๆ แล้ว มันคือคราบเลือดที่ยังไม่แห้งสนิทดี อินทิราก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะตัวนั้น ช1ายตามองสมุดบันทึกเล่มดังกล่าวด้วยความระแวดระวัง เธอยื่นมือออกไปหวังจะใช้ด้ามพู่กันเขี่ยเปิดหน้ากระดาษ แต่ทว่า... *ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...* เสียงนาฬิกาดิจิทัลปริศนาดังขึ้นมาจากความมืดมิดมุมห้อง ไม่ใช่เสียงนาฬิกาธรรมดา... แต่มันคือเสียงนับถอยหลังที่ดังสะท้อนก้องกังวานในหัวของศิลาและอินทิราพร้อมกัน ราวกับมันเชื่อมต่อกับคลื่นสมองของพวกเขาโดยตรง ทันใดนั้น หน้าจอดิจิทัลสีแดงฉานก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าศิลา ราวกับภาพโฮโลแกรมที่หลุดออกมาจากระบบคำนวณลึกลับที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน ตัวอักษรสีเลือดเรืองแสงวาบขึ้นทีละตัวอย่างช้า ๆ จนอ่านได้ความชัดเจน [แจ้งเตือนระบบฉุกเฉิน: ตรวจพบผู้บุกรุกระดับภัยคุกคาม SSS] [ภารกิจลับห้องสมุดใต้ดิน: 'ประตูที่สาม' ถูกปลดล็อกก่อนเวลาอันควร] [เวลาที่เหลือรอดก่อนการตื่นของ 'บรรพบุรุษผู้ถูกผนึก': 00 นาที 59 วินาที] [คำเตือน: เจ้าของร่างเดิมกำลังกลับมา... และเขาไม่ได้มาในฐานะแขกผู้มีเกียรติ] บรรยากาศในห้องลับพลันลดฮวบลงจนติดลบ ลมหายใจของทั้งคู่กลายเป็นไอสีขาวขุ่น ความมืดบริเวณมุมห้องเริ่มบิดเบี้ยวและจับตัวกันเป็นก้อนเงาทึบ ร่างเงาสูงใหญ่ไร้ใบหน้าค่อย ๆ ก้าวพ้นออกมาจากความมืด พร้อมกับเสียงโซ่ตรึงที่ลากครูดไปกับพื้นหินดัง *แกร็ก... แกร็ก...* สะท้อนก้องบาดลึกถึงขั้วหัวใจ อินทิราหันขวับมามองศิลา ใบหน้าสวยเฉี่ยวยามนี้ตึงเครียดถึงขีดสุด ดวงตาคู่คมฉายแววเด็ดเดี่ยวปนความวิตกเป็นครั้งแรก "ศิลา..." เสียงของเธอสั่นพร่าเล็กน้อยท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล "หยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นแล้ววิ่ง... อย่าหันหลังกลับเด็ดขาด!" แต่ทว่า... ยังไม่ทันที่ศิลาจะเอื้อมมือไปแตะสมุดบันทึก เงาร่างนั้นก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังระเบิดอยู่ข้างหูขวาของเขา *"ยินดีต้อนรับ... สู่บ้านของฉัน เจ้าหนู"* (ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้กับศิลาและอินทิรานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักอ่านใจผี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%