เสียงโทรศัพท์มือถือบนคอนโซลหน้ารถเบนซ์คันหรูสั่นครืดคราดยาวนาน ท่ามกลางบรรยากาศในห้องโดยสารที่อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ภูวดลปรายตามองหน้าจอที่ปรากฏชื่อ "มีนารา" แวบหนึ่ง ก่อนจะกดตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย นัยน์ตาคมกริบใต้กรอบแว่นกันแดดราคาแพงยังคงจดจ้องอยู่กับถนนเบื้องหน้า เส้นทางสายเหนือที่ทอดยาวเข้าสู่เขตหุบเขาและไร่ชาขนาดใหญ่ของพาร์ทเนอร์รายสำคัญ คือเป้าหมายของการเดินทางในทริปสองวันหนึ่งคืนนี้
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่งาน... มันอยู่ที่คนนั่งกอดอกหน้าบึ้งตึงอยู่เบาะข้างๆ ต่างหาก
"ถ้าคุณจะทำหน้าเหมือนผมติดหนี้คุณสักร้อยล้านตลอดทางขนาดนี้ แนะนำให้ลงไปเรียกแท็กซี่กลับกรุงเทพฯ ตอนนี้ยังทันนะครับ คุณคิมหันต์"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่เจือความหงุดหงิดไว้อย่างปิดไม่มิด ภูวดลปรายตามองคนตัวเล็กกว่าที่แต่งตัวด้วยเสื้อฮู้ดสีดำสนิท สวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้าเกือบครึ่ง นั่งไขว่ห้างหันหน้ามองออกไปนอกกระจกโดยไม่ยอมปริปากพูดกับเขามาตั้งแต่ล้อรถหมุนออกจากบริษัทแล้ว
คิมหันต์หันขวับมาทันที นัยน์ตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจ ริมฝีปากบางเฉียบเหยียดยิ้มเยาะอย่างที่ชอบทำเวลาต้องการกวนประสาทเขา
"ถ้าเลือกได้ ผมก็ไม่อยากนั่งรถคันเดียวกับคนที่ชอบทำหน้าเหมือนอมส้วมมาตลอดทางเหมือนกันครับ ท่านประธาน... แล้วก็นะ เลิกอ้างเรื่องงานบ้าบออะไรนี่สักที ใครๆ เขาก็รู้ว่าคุณจงใจย้ายโปรเจกต์นี้มาให้ผมลงพื้นที่ เพื่อจะได้กันท่าผมออกจากธามสินะครับ?"
จี้ใจดำจนก้านนิ้วแกร่งที่กำพวงมาลัยรถกระชับแน่นขึ้นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
ภูวดลหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าสู่จุดพักรถริมทางอย่างไร้ความปรานี แรงเหวี่ยงทำให้ร่างของคิมหันต์เซไปชนกับประตูรถเล็กน้อย ก่อนที่เบนซ์คันหรูจะจอดนิ่งสนิทใต้ร่มไม้ใหญ่
บรรยากาศในรถเงียบกริบจนได้ยินเสียงเครื่องยนต์ที่ค่อยๆ ผ่อนรอบลง
ภูวดลปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วหันขวับมาเผชิญหน้ากับคนตัวเล็ก ดวงตาคมกริบดุดันราวกับเสือดาวที่กำลังจ้องจะตะครุบเหยื่อ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับความคุ้นเคยเฉพาะตัวแผ่ซ่านเข้ามาในพื้นที่แคบๆ จนคิมหันต์เผลอกลั้นหายใจ
"หึง?" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟันทีละคำ "คุณคิดว่าผมต้องลงทุนเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อกันท่าไอ้เด็กนั่นเหรอ คิมหันต์... คุณประเมินค่าตัวเองสูงเกินไป หรือประเมินความอดทนของผมต่ำเกินไปกันแน่"
"ไม่ได้เรียกว่าประเมินครับ แต่เรียกว่าความจริงเห็นอยู่ทนโท่!" คิมหันต์สวนกลับทันควัน ไม่ยอมแพ้แม้จะถูกสายตาดุดันคุกคามจนแผ่นหลังชนติดเบาะ "เมื่อคืนก่อนที่คุณจะลากผมมาเซ็นสัญญาบ้าๆ นี่ ใครกันล่ะที่ยืนกอดกับคุณมีนาราอยู่หน้าล็อบบี้คอนโดผม? คุณควรเอาเวลาไปเคลียร์คู่หมั้นตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะมาลากคนอื่นมารับกรรมในที่กันดารแบบนี้ดีกว่านะครับ!"
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาพร้อมกับความอัดอั้นตันใจ ทำให้ภูวดลชะงักไปชั่วขณะ
นัยน์ตาคมกริบที่เคยแข็งกร้าวฉายประกายบางอย่างวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มมุมปากที่ดูอันตรายและทรงเสน่ห์จนน่าหมั่นไส้
"อ๋อ..." ลากเสียงยาว "ที่แท้ก็หึงเรื่องมีนารา... เมื่อคืนคุณแอบมองผมจากระเบียงห้องสินะครับ?"
"ใครหึง! อย่าหลงตัวเองให้มันมากนักเลยครับท่านประธาน!" คิมหันต์หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความโกรธปนเขินที่ถูกจับไต๋ได้ เจ้าตัวรีบยกมือขึ้นผลักอกแกร่งให้ออกห่าง แต่มีหรือที่แรงแค่นี้จะทำให้คนตัวโตขยับเขยื้อน
ภูวดลคว้าข้อมือบางทั้งสองข้างรวบไว้ด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย แล้วโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนหัวใจของคิมหันต์เต้นรำระส่ำไม่เป็นจังหวะ
ดวงตาคมกริบมองสำรวจริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาไม่หยุดหย่อนด้วยสายตาดุร้ายแต่ลึกล้ำ
"มีนาราเป็นแค่คู่หมั้นทางธุรกิจที่ผู้ใหญ่จัดฉากขึ้นมา... แต่คนที่ผมอยากเอาชนะ และคนที่ผมอยากกักตัวไว้ข้างกายจริงๆ..."
เสียงทุ้มพร่ากระซิบชิดริมฝีปาก นัยน์ตาสบประสานกับดวงตากลมโตที่ฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
"...คือคุณต่างหาก คิมหันต์"
คำสารภาพที่หลุดออกมาอย่างไร้การปรุงแต่ง ทำให้พื้นที่ในรถแคบลงไปถนัดตา ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเต็มไปด้วยกระแสความร้อนรุ่มที่แผดเผาจนผิวแก้วของหน้าต่างรถขึ้นฝ้าจางๆ คิมหันต์สมองตื้อตัน พูดไม่ออก ได้แต่เม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก
ก่อนที่สถานการณ์จะเลยเถิดไปมากกว่านั้น เสียงเคาะกระจกรถด้านนอกก็ดังขึ้น "ก๊อกๆๆ!" ขัดจังหวะความเคลิบเคลิ้มลงอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา
ทั้งคู่สะดุ้งเล็กน้อย ภูวดลสบถออกมาอย่างหัวเสียเบาๆ ก่อนจะยอมปล่อยข้อมือบางแล้วหันไปมองนอกกระจก
ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อเชิร์ตพับแขนยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างรถ พร้อมกับโบกแฟ้มเอกสารในมือให้เห็นชัดเจน
"ท่านประธานครับ! ทางไร่ชาส่งคนมารอรับที่จุดพักรถพอดีเลยครับ เชิญทางนี้เลยครับ!"
ภูวดลถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความหงุดหงิด เขากดกระจกฝั่งคนขับลงเล็กน้อยแล้วพยักหน้ารับสั้นๆ "รู้แล้ว... เดี๋ยวตามไป"
เขากดปิดกระจกแล้วหันกลับมามองนายเอกที่รีบจัดเสื้อผ้าและหลบสายตาไปมองทางอื่นด้วยใบหน้าที่ยังขึ้นสีแดงระเรื่อ
"รอดตัวไปนะฃคิมหันต์..." ภูวดลกระซิบเสียงต่ำด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "แต่คืนนี้... เราเคลียร์กันยาวแน่"
พูดจบ เจ้าตัวก็เปิดประตูลงจากรถปล่อยให้อีกคนนั่งใจเต้นรำไม่เป็นส่ำอยู่ลำพัง ทว่าเมื่อคิมหันต์ก้าวขาลงจากรถตามมาเพื่อเตรียมตัวเข้าประชุมโปรเจกต์สำคัญที่ห้องรับรองของไร่ชา สายตาเจ้ากรรมก็ต้องสะดุดเข้ากับร่างของใครบางคนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว...
ร่างระหงของ "มีนารา" ที่ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ ยืนกอดอกส่งยิ้มหวานหยดให้ภูวดลอยู่ข้างโต๊ะประชุม พร้อมกับคำพูดที่ทำให้ทริปนี้พลิกนรกในพริบตา
"บังเอิญจังค่ะคุณภู... พอดีมีนารามีธุระด่วนกับไร่ชาแห่งนี้พอดี เลยตามมาสมทบด้วย หวังว่าคงไม่รบกวนการทำงาน 'สองต่อสอง' ของคุณกับคุณคิมหันต์หรอกนะคะ?"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาเติมกำลังใจให้กันเสมอนะครับ*
ดีลลับฉบับท่านประธานคลั่งรัก•ตอนที่ 14
โปรเจกต์ลับที่ต้องร่วมมือ
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับท่านประธานคลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!