วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ•ตอนที่ 5

เกมไล่ล่ากลางทุ่ง

ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
เสียงกลอนประตูห้องพักถูกตอกย้ำด้วยแรงหมุนจากด้านนอก ทว่ามันไร้ความหมายเมื่อกลอนสลักเหล็กถูกตอกย้ำจากภายในด้วยมือของรินรดาเอง หญิงสาวแนบหลังพิงบานไม้หนา หอบหายใจถี่กระชั้น ยามเมื่อรอยสัมผัสจากปลายนิ้วหยาบกร้านของศิลายังคงร้อนผ่าวราวกับรอยประทับจากเหล็กแดงบนเรียวแขน ความเงียบงันภายในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบไม่ได้ช่วยให้หัวใจที่เต้นระรัวสงบลงเลยแม้แต่น้อย มันกลับตอกย้ำถึงความพ่ายแพ้ต่ออำนาจดิบเถื่อนที่ผู้ชายคนนั้นจงใจคุกคาม ทว่า เวลาแห่งการขังตัวเองให้อยู่ในความปลอดภัยจอมปลอมนั้นช่างสั้นนัก เสียงเคาะประตูด้านนอกไม่ได้ดังขึ้นอย่างสุภาพ แต่มันคือเสียงทุบหนักหน่วงสามครั้งที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ ก่อนที่เสียงทุบจะเปลี่ยนเป็นเสียงไขกุญแจสำรอง—กุญแจที่ผู้จัดการไร่อย่างศילהมีสิทธิ์ขาดในทุกตารางนิ้ว “ผมเตือนคุณแล้วว่าอย่าก้าวขาออกไปไหน… แต่ไม่ได้หมายความว่าให้คุณขังตัวเองแล้วหนีหน้าผม รินรดา” เสียงทุบทุ้มต่ำลอดผ่านช่องประตูก่อนที่บานไม้จะถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความเกรงใจ ร่างสูงใหญ่ในชุดทำงานสนาม กลิ่นไอแดด ไอร้อน และกลิ่นดินอ้อยจางๆ ลอยอบอวลเข้ามาปะทะนาสิกทันทีที่ศิลาก้าวเข้ามาในห้อง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองร่างบางที่ยืนสั่นเทิ้มอยู่มุมห้อง มุมปากหยักหนายกยิ้มเยาะหยันเล็กน้อยอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า รินรดาถอยหลังจนสะโพกชนกับขอบโต๊ะทำงาน ดวงตาคู่สวยฉายแวววาวด้วยความโกรธเกรี้ยวแต่ซ่อนความหวั่นไหวไว้ลึกซึ้ง “คุณไม่มีสิทธิ์ไขเข้ามาในห้องฉัน ศิลา! นี่มันละเมิดความเป็นส่วนตัว!” “ความเป็นส่วนตัว?” ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทรงพลังกดดันจนอากาศรอบตัวราวกับเบาบางลง “ที่นี่คืออาณาจักรของผม และทุกตารางเมตร รวมถึงตัวคุณในตอนนี้… ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของผมทั้งสิ้น จำไม่ได้หรือไงว่าเรากำลังเล่นเกมอะไรกันอยู่” ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ถูกบีบให้แคบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างสูงใหญ่ยืนประชิด รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้เรียวขาจะสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ เธอยกมือขึ้นหมายจะผลักอกแกร่งออกไป แต่กลับถูกมือหนารวบข้อมือทั้งสองข้างไว้ด้วยมือเดียวตรึงไว้เหนือศีรษะอย่างง่ายดาย แรงบีบรัดที่ข้อมือไม่ได้รุนแรงจนเจ็บปวด แต่มันมั่นคงและเด็ดขาดจนดิ้นไม่หลุด ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียน กลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายสายดาร์กคนนี้สร้างแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้สติสัมปชัญญะของเธอกระเจิดกระเจิง “ปล่อยฉันนะ… คนบ้าอำนาจ” เสียงเธอกระซิบแผ่วเบา ยามเมื่อริมฝีปากของเขาอยู่ห่างเพียงคืบ “ปากเก่งนักนะ…” ศิลาพึมพำชิดริมฝีปาก สายตาดุจหิวโหยไล่สำรวจเรือนร่างอรชรภายใต้เสื้อผ้าเนื้อบางที่กระเพื่อมไหวตามแรงหายใจ “ในเมื่อคุณดื้อด้านนัก วันนี้ผมจะพาคุณไปดูให้เห็นกับตาว่า อาณาจักรที่ผมสร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ มันแลกมาด้วยอะไรบ้าง… และคุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” ไม่รอให้หญิงสาวได้เอ่ยคำปฏิเสธใดๆ ศิลาช้อนร่างบางขึ้นแนบอกในท่าอุ้มเจ้าสาวอย่างง่ายดาย รินรดากรีดร้องด้วยความตกใจ ทุบตีไหล่กว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่แรงแค่นั้นไม่ต่างอะไรกับการสะกิดผิวของเสือร้าย ร่างสูงก้าวเดินยาวๆ พาเธอกลบออกจากห้องพักตรงไปยังรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อที่จอดนิ่งสนิทอยู่กลางลานดิน แสงแดดแผดเผายามบ่ายสาดส่องลงมากระทบผืนไร่อ้อยสุดลูกหูลูกตา ลมร้อนพัดเอาละอองใบอ้อยแห้งปลิวว่อน ทว่าความร้อนระอุภายนอกยังไม่เท่าความอึดอัดภายในห้องโดยสารของรถกระบะคันโต รินรดานั่งกอดอกใบหน้าบึ้งตึง มองทิวทัศน์ด้านนอกที่เคลื่อนผ่านไปด้วยความเร็วสูง ศิลาขับรถมือเดียวด้วยความชำนาญ สายตาคมปลาบจับจ้องเส้นทางลูกรังขรุขระลึกเข้าไปในเขตหวงห้ามของไร่—เขตที่พยัคฆ์และสมุนมักใช้เป็นทางผ่านในการลักลอบตัดอ้อยข้ามเขต “เราจะไปไหนกัน” รินรดาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว แม้หัวใจจะเต้นโครมครามด้วยความหวาดระแวง “ตรวจตราไร่ไงครับคุณทายาท” ศิลาตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมมองตรงไปข้างหน้า “คุณอยากรู้ไม่ใช่หรือว่าทำไมผมถึงต้องเด็ดขาด ทำไมผมถึงต้องใช้อำนาจจัดการทุกอย่างด้วยความรุนแรง… วันนี้ผมจะพาคุณไปดู ‘ด้านมืด’ ของไร่นี้ ที่พวกคนเมืองอย่างคุณไม่มีวันเข้าใจ” รถกระบะเบรกเอี๊ยดสนิทลงบริเวณแนวชายป่าติดกับคลองกั้นเขตแดน ศิลาดับเครื่องยนต์ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมบรรยากาศ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดอ้อยและเสียงนกป่าร้องระงม ไร้ผู้คน ไร้พยาน มีเพียงเขากับเธอสองต่อสองในระยะประชิดท่ามกลางธรรมชาติที่ดิบเถื่อน ยังไม่ทันที่รินรดาจะทันได้ขยับตัวลงจากรถ ศิลาก็โน้มตัวข้ามเบาะมาปลดเข็มขัดนิรภัยให้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้เสียจนปลายจมูกเกือบชนกัน กลิ่นกายแมนๆ และความอุ่นร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านเข้ามาห่อหุ้มตัวเธอไว้จนแทบหายใจไม่ออก “ศิลา… ถอยไปนะ” เธอเบือนหน้าหนี ทว่ามือหนาข้างหนึ่งกลับเอื้อมมาเชยคางคางมนให้หันกลับมาสบตา ดวงตาคมกริบของเขาลึกล้ำราวกับหลุมพรางที่พร้อมจะดึงเธอให้ดิ่งลงไป “ตราบใดที่ยังอยู่ในเขตของผม คุณต้องอยู่ในการควบคุมทุกลมหายใจ… จำไว้” เสียงทุบต่ำกระซิบชิดริมฝีปาก เรียวปากหยักหนาทาบทับลงมาบด1ขยี้ความดื้อรั้นของเธอทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว จูบที่เริ่มต้นด้วยความดุดันและเอาแต่ใจ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนลึกซึ้งจนร่างบางอ่อนยวบคาอ้อมแขน รสจูบที่เปี่ยมด้วยแรงปรารถนาและพละกำลังดึงเอาสติสัมปชัญญะทั้งหมดของรินรดาให้หลุดลอยไป ในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นระรัวและอารมณ์เสน่หาพุ่งทะยานถึงขีดสุด ทันใดนั้น… เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงกิ่งไม้หักดังกรอบแกลบมาจากพุ่มไม้ทึบด้านข้างตัวรถ! ศิลาผละริมฝีปากออกอย่างรวดเร็ว แววตาเปลี่ยนจากความเร่าร้อนเป็นความดุดันเย็นชาในชั่วพริบตา มือหนาคว้าปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นมาปลดเซฟอย่างคล่องแคล่วพร้อมหันไปเล็งยังทิศทางของต้นเสียง เงาดำสายหนึ่งพุ่งวาบผ่านพุ่มอ้อยหนาทึบออกไป พร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจของใครบางคน—ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเสียงของลูกสมุนฝ่ายตรงข้ามที่พวกเขากำลังตามล่า “หึ… มาเร็วกว่าที่คิด” ศิลาแค่นยิ้มมุมปาก หันมามองรินรดาที่กำลังนั่งตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นตระหนก “นั่งรออยู่ในรถ ล็อกประตูให้แน่น… และอย่าส่งเสียงเด็ดขาด เพราะเกมไล่ล่าของจริง… มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่อหน้าคุณนี่แหละ” ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในห้วงอารมณ์อันเร่าร้อนนี้ด้วยกันนะครับ — ธานินทร์แดนเถื่อน
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%