วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ•ตอนที่ 6

ไออุ่นที่ปนความโกรธ

ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นก้องมาจากความมืดเบื้องนอก ตัดขาดความเงียบงันภายในห้องโดยสารแคบๆ ของรถกระบะคันโตได้อย่างสิ้นเชิง รินรดานั่งตัวแข็งทื่อ หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำรัวรากับกลองศึก แผ่นหลังบางแนบชิดติดกับเบาะหนังจนแทบจะจมหายเข้าไป ความตื่นตระหนกจากคำสั่งเด็ดขาดของศิลาก่อนหน้านี้ยังคงค้างคาอยู่ในห้วงความคิด ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงปะทะด้านนอก กลับเป็นเงาร่างสูงใหญ่ของคนที่ก้าวลงไปเผชิญหน้ากับความตายโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย แสงไฟหน้ารถสาดส่องผ่านกลุ่มฝุ่นตลบอบอวล เผยให้เห็นเงาร่างของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางไร่อ้อย เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ และในวินาทีนั้นเอง ประตูฝั่งคนขับก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง! รินรดาสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องลั่นในอก แต่ก่อนที่เธอจะได้ขยับตัวหนี มือหนาแข็งราวกับคีมเหล็กก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อแขนเรียวไว้มั่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงและเด็ดขาดจนเธอต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด “บอกให้อยู่ในรถ ทำไมไม่ฟัง?” เสียงทุ้มต่ำตวาดลอดไรฟัน แววตาคมกริบของศิลาในยามนี้ดุดันยิ่งกว่าเสือร้ายที่กำลังหิวโซ กลิ่นอายของดิน ฝุ่นละออง และคราบเหงื่อจากการต่อสู้ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกายบุรุษเพศที่ทรงพลังจนน่าเวียนหัว “ฉัน… ฉันไม่ได้ลงไปสักหน่อย คุณลากฉันลงมาทำไม!” เธอย้อนเสียงสั่น พยายามบิดข้อมือหนีด้วยความถือดี แม้ว่าเรียวขาจะสั่นพับๆ จนแทบยืนไม่อยู่ก็ตาม ศิลาไม่ตอบคำชายหนุ่มกระชากร่างบางให้หลุดพ้นจากตัวรถเข้าหาตัวอย่างไม่ปรานี แรงดึงอันมหาศาลทำให้รินรดาเซถลาเข้าปะทะกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม เนื้อตัวของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากการปะทะกับสมุนของพยัคฆ์เมื่อครู่ ความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามาราวกับเปลวไฟ ลมหายใจอุ่นจัดที่เป่ารดอยู่ข้างขมับทำให้สติสัมปชัญญะของเธอพร่าเลือนไปชั่วขณะ “เงียบ!” เขาคำรามสั่งเสียงต่ำ พร้อมกับดันร่างเธอกดแนบชิดไปกับข้างตัวรถเพื่อหลบแนววิถีสายตาจากด้านนอก มือข้างหนึ่งตรึงเอวบางไว้แน่นราวกับประแจเหล็กที่ล็อกน็อต ส่วนมืออีกข้างเอื้อมไปปัดเศษใบไม้ออกจากเส้นผมยาวสลวยของเธออย่างถือวิสาสะ ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้สร้างความตึงเครียดทางอารมณ์จนแทบหายใจไม่ออก รินรดากลั้นหายใจ เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตจ้องมองใบหน้าคมเข้มที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจางๆ จากการต่อสู้ แววตาดุดันคู่นั้นในยามนี้มีความกรุ่นโกรธเจืออยู่เต็มเปี่ยม ทว่าในขณะเดียวกัน แรงดึงดูดบางอย่างระหว่างพวกเขากลับพุ่งสูงเสียจนอากาศรอบตัวร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างประหลาด “ปล่อยนะ…” เธอพึมพำเสียงแผ่วเบา เรียวปากสั่นระริกเมื่อปลายนิ้วหยาบกร้านของเขาเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยไล้ข้างแก้มเนียนอย่างถือสิทธิ์ “คุณมัน… เผด็จการ บ้าอำนาจที่สุด” “ถ้าผมไม่บ้าอำนาจ ป่านนี้คุณคงกลายเป็นศพนอนอยู่ในไร่อ้อยของผมไปแล้ว คุณหนูผู้สูงศักดิ์” ศิลาโน้มใบหน้าลงมาต่ำจนปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่กับซอกคอหอมกรุ่น ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดผิวเนื้อทำให้รินรดาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ขนลุกชันขึ้นด้วยความวาบหวามที่เธอเกลียดชังตัวเองนักที่เผลอไผลไปกับมัน “อย่า… มาแตะต้องตัวฉัน” เธอยกมือขึ้นดันแผงอกกว้าง แต่มันกลับไร้ความหมายเมื่อเทียบกับพละกำลังของวิศวกรเถื่อนผู้นี้ เขากลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไขว้ไว้ด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย แล้วกดร่างบางให้จนมุมยิ่งขึ้นระหว่างตัวรถกับแผ่นอกหนาของเขา ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงหริ่งเรไรและเสียงลมพัดใบอ้อยเสียดสีกันดังซ่าๆ หัวใจของคนทั้งสองเต้นโครมครามจนแทบจะประสานเป็นจังหวะเดียวกัน ศิลาจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่สั่นระริกด้วยความหวาดกลัวปนรauร้าว แววตาของเขาเปลี่ยนจากความดุดันเป็นประกายคมปลาบที่ลึกล้ำและอันตรายยิ่งกว่าเดิม “เก่งนักไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงได้สั่นขนาดนี้ล่ะหึ?” เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหู ร้อนระอุราวกับไฟสุม “ปากดีใส่ผมตลอด แต่ทำไมร่างกายของคุณถึงบอกความจริงตรงกันข้ามล่ะรินรดา” “คนทุเรศ…” เธอหลับตาลงแน่น พยายามกลั้นเสียงสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ ความโกรธแค้นและความอับ The อายผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก แต่สัมผัสจากปลายนิ้วที่ไล้ต่ำลงมาตามแนวคางอิ่ม ลากผ่านลำคอระหงลงมาถึงเนินอกภายใต้เสื้อผ้าเนื้อบาง กลับทำให้ร่างกายของเธอกรีดร้องหาการเติมเต็มอย่างน่าละอาย ศิลาไม่ปล่อยให้เธอได้ตั้งตัว เขากดริมฝีปากลงบนเรียวปากนุ่มอย่างดุดันและเอาแต่ใจ เป็นจูบที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธ ความต้องการ และแรงปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ถูกกดทับไว้มานาน รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ พยายามจะทุบตีประท้วงแต่ก็ถูกรวบตัวไว้แน่นหนายิ่งขึ้น ความร้อนจากรสจูบนั้นลุกลามรวดเร็วรากับไฟลามทุ่ง บังคับให้ริมฝีปากที่เมต์แน่นต้องเผยอรับความวาบหวามที่เขาป้อนให้อย่างไม่ยอมจำนน ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้ามาตักตวงความหวานล้ำอย่างตะกละตะกลาม รสชาติของความดื้อรั้นถูกบดขยี้จนแหลกสลายใต้เงื้อมมือของชายหนุ่มผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ร่างบางอ่อนระทวยคาสนามอารมณ์ ความโกรธที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความสั่นสะท้านที่วิ่งพล่านไปตามเส้นประสาททุกอณู รินรดาจิกเล็บลงบนไหล่กว้างของเขาเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว ขณะที่ศิลายิ่งได้ใจ วงแขนแข็งแกร่งยกอุ้มร่างบางขึ้นแนบอกโดยไม่ยอมถอนริมฝีปากออกแม้แต่น้อย ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดของค่ำคืนแห่งการไล่ล่า ศิลากลับพาเธอก้าวถอยหลังเข้าไปในมุมมืดข้างตัวรถที่ลับตาคน ลมหายใจหอบกระชั้นของทั้งคู่ประสานกันเป็นเสียงเดียว ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้ทำตามสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่กำลังครอบงำ เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงตะโกนเรียกชื่อจากลูกน้องของพยัคฆ์ก็ดังแทรกเข้ามาใกล้เสียก่อน! ศิลาชะงักกึก ดวงตาคมกริบเปล่งประกายอำมหิตขึ้นมาทันที เขาดึงร่างของรินรดาให้แนบชิดกับตัวยิ่งขึ้น ปลายกระบอกปืนเย็นเฉียบถูกชักออกมาจากซองพกข้างเอวด้วยมือข้างเดียวอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับก้มลงกระซิบชิดริมหูของหญิงสาวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่สั่นระริกด้วยอารมณ์ค้างคา “ชูst… อยู่เงียบๆ ซะคนสวย” ศิลาขบเมเบาๆ ที่ใบหูของเธออย่างจงใจยั่วเย้า ก่อนจะเอ่ยประโยคพลิกผันที่ทำให้ลมหายใจของรินรดาแทบหยุดชะงัก “เพราะถ้าพวกมันหาเราเจอ… ผมจะจัดการคุณตรงนี้ ให้พวกมันดูเป็นขวัญตาเลยดีไหมล่ะ?” ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเร่าร้อนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%