วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ•ตอนที่ 4

ความลับใต้แสงจันทร์

ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
กลิ่นควันบุหรี่จางๆ ผสมผสานกับกลิ่นไอดินชื้นยามค่ำคืน ลอยอวลอยู่ในความมืดมิดของระเบียงด้านหลังเรือนพักคนงาน ปลอกกระสุนลูกซองที่เพิ่งถูกคายออกจากรังเพลิงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังคงส่งกลิ่นกำมะถันจางๆ เตะจมูก ทว่าความเดือดดาลจากเหตุการณ์ปะทะกับสมุนของพยัคฆ์เมื่อหัวค่ำ กลับไม่ใช่สิ่งเดียวที่กำลังกัดกินสติสัมปชัญญะของศิลาในยามนี้ ร่างสูงใหญ่ของวิศวกรหนุ่มเจ้าของไร่อ้อยทิ้งน้ำหนักลงบนเก้าอี้โยกไม้สักอย่างอ่อนล้า เสื้อเชิร์ตสีเข้มหลุดลุ่ยจนเห็นแผงอกกว้างที่มีรอยแผลเป็นจากคมมีดพาดผ่าน กล้ามเนื้อทุกมัดตึงเครียดด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลถากที่หัวไหล่ขวา ซึ่งเขาเพิ่งใช้ผ้าดิบพันลวกๆ ไว้โดยไม่ยอมเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใคร ความดุดันและอำนาจล้นมือที่เคยใช้กดขี่ข่มเหงทุกคนในไร่ดูราวกับมลายหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงชายหนุ่มผู้แบกรับความโดดเดี่ยวและรอยแผลจากอดีตเอาไว้บนบ่ากว้างอันเปลือเปล่า รินรดาที่แอบย่องตามออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นและตั้งใจจะมาต่อว่าเรื่องคำสั่งเด็ดขาดเมื่อช่วงหัวค่ำ ถึงกับชะงักฝีเท้าติดตรึงอยู่กับที่ หัวใจดวงน้อยกระหน่ำรัวราubจะหลุดออกมานอกอกเมื่อดวงตาคู่สวยกวาดมองเห็นภาพที่ไม่มีใครเคยได้เห็นมาก่อน ศิลากำลังกุมขมับ ใบหน้าคมเข้มที่เคยราบเรียบไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับฉายแววความเจ็บร้าวลึกซึ้งจนน่าใจหาย ดวงตาคมกริบที่มักจะมองเธอด้วยความเย่อหยิ่งและท้าทาย ปิดสนิทลงในขณะที่ริมฝีปากหยักลึกเม้มเข้าหากันแน่นเพื่ออดกลั้นต่อความเจ็บปวดจากบาดแผล ท่าทีที่อ่อนแอและเปราะบางเช่นนี้ ช่างขัดแย้งกับภาพลักษณ์ "ปีศาจแห่งไร่อ้อย" ที่เธอรู้จักอย่างสิ้นเชิง หญิงสาวกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว มือเรียวบางกำชายเสื้อแน่นจนยับยู่ยี่ ความโกรธเกรี้ยวและอคติที่มีต่อเขามาตลอดหลายวันสั่นคลอนลงอย่างรุนแรง ความรู้สึกประหลาดบางอย่างตีตื้นขึ้นมาในอก มันไม่ใช่ความสะใจที่ได้เห็นศัตรูเพลี่ยงพล้ำ แต่กลับเป็นความบีบคั้น ลึกซึ้ง และชวนให้เวทนาจนน่าประหลาด "ยืนแอบมองผมแบบนั้น... คิดว่าตัวเองเป็นเงาหรือไง, คุณคุณหนูรินรดา" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ทำเอารินรดาสสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต ดวงตาสีเข้มของศิลาลืมขึ้นมาสบมองตรงมายังความมืดที่เธอยืนซ่อนตัวอยู่ ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างช้าๆ แม้จะมีอาการเซเล็กน้อยจากพิษบาดแผล แต่รัศมีคุกคามอันทรงพลังก็ยังคงแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบตัวกลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอพยายามตั้งสติ เชิดหน้าขึ้นเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของทายาทนักธุรกิจเอาไว้ แม้ขาเจ้ากรรมจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณเมื่อร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้ "ฉันไม่ได้แอบมอง... แค่บังเอิญเดินผ่านมาแล้วเห็นคุณกำลังทำตัวน่าสมเพชอยู่ต่างหาก" เธอสวนกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง กลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงของตัวเอง ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย เขาสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวรินรดาอย่างรวดเร็วกว่าที่เธอคาดคิด กลิ่นกายบุรุษผสมกับกลิ่นเลือดจางๆ และหยาดเหงื่อโชยเข้าปะทะนาสิกจนหญิงสาวแทบขาดสติ ก่อนที่เธอจะทันได้ถอยหนี ศิลาก็ยื่นมือข้างที่ไม่เจ็บคว้าจับข้อมือบางเอาไว้แน่น แรงบีบไม่ได้รุนแรงถึงกับทำร้าย แต่หนักหน่วงพอที่จะไม่ยอมให้เธอขยับไปไหน ลากพาเรือนร่างอรชรให้เข้ามาจนชิดแผงอกเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม "ปากเก่งนักนะ... ไหนลองพูดคำเดิมให้ผมฟังใกล้ๆ อีกทีซิ" ศิลาโน้มใบหน้าลงมาหา กระซิบชิดริมใบหูด้วยน้ำเสียงพร่ากระเส่า ลลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวแก้มเนียนจนรินรดารู้สึกวابหวามไปทั้งร่าง "ปล่อยนะศิลา! คุณเจ็บตัวอยู่ยังจะมีแรงมา... อื้อ!" คำพูดท้วงติงถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อริมฝีปากหยักร้อนฉ่าประกบจูบลงมาอย่างไร้ความปรานี รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ความดุดัน เอาแต่ใจ และหิวกระหายในสัมผัสของเขาพุ่งเข้าโจมตีสติสัมปชัญญะของเธอจนแตกกระเจิง รสจูบที่เริ่มต้นด้วยความดุดดันค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งเร่าร้อน ลิ้นร้อนกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ มือหนาอีกข้างเลื่อนขึ้นมาโอบกระชับเอวบางไว้แน่น บังคับให้เรือนร่างของเธอแนบชิดติดกับแผงอกของเขาอย่างไร้ช่องว่าง สัมผัสจากฝ่ามือใหญ่ที่ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนผ่านเนื้อผ้า ทำให้รินรดารู้สึกราวกับถูกไฟแผดเผา ความโกรธขึงในตอนแรกมลายหายไป เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่ตอบสนองต่อแรงดึงดูดอันรุนแรงอย่างไร้ทางต้านทาน มือเรียวที่เคยพยายามผลักไส ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิร์ตของเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ร่างกายอ่อนยวบยาบราวกับไร้กระดูกท่ามกลางวงแขนแกร่งที่โอบอุ้มเธอไว้ราวกับคีมเหล็ก ศิลาถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้รินรดาหอบหายใจโกยอากาศเข้าปอดด้วยใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาคู่สวยฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความปรารถนาที่เธอเองก็ปฏิเสธไม่ได้ ดวงตาคมกริบของวิศวกรหนุ่มมองสำรวจริมฝีปากบวมเจ่อและพวงแก้มแดงระเรื่อของเธอด้วยความพึงพอใจ "คุณเห็นมันแล้ว..." ศิลาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ สายตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "เห็นมุมที่อ่อนแอที่สุดของผม... และตอนนี้ คุณก็รู้ความลับของผมใต้แสงจันทร์นี้แล้ว รินรดา" หญิงสาวเม้มริมฝีปาก หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองเพลเมื่อตระหนักได้ว่า ตัวเองก้าวล้ำเข้าไปในอาณาเขตอันตรายที่ไม่อาจหวนกลับเสียแล้ว แต่ก่อนที่รินรดาจะได้เอื้อ C่ยคำใดๆ ออกมา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางหน้าเรือนพัก พร้อมกับเสียงตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนกของคนงาน "นายครับ! แย่แล้วครับ! ทางโกดังเก็บอ้อยโซนสาม... ถูกลอบวางเพลิง ไฟกำลังลามไหม้เรือนเก็บผลผลิตทั้งหมดแล้วครับ!" ศิลาชะงักกึก รัศมีอำมหิตระเบิดออกมาจากร่างสูงใหญ่ทันทีในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก้มลงมองหน้าหญิงสาวที่ยังคงอยู่ในอ้อมแขน ก่อนจะกระซิบประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและเด็ดขาดจนสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ "อยู่ในห้องนี้ ล็อคประตูซะ... แล้วอย่าก้าวขาออกไปไหนจนกว่าผมจะกลับมา เพราะเกมระหว่างเรา มันเพิ่งจะเริ่มต้นของจริง..." ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ธานินทร์แดนเถื่อน" ด้วยดีเสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%