เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจนกระจกบานใหญ่สั่นสะเทือน เม็ดฝนมหึมาสาดซัดกระแทกตัวบ้านพักกลางไร่อ้อยราวกับพายุคลั่งจะกลืนกินทุกสิ่งให้จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด
ในห้องโถงกว้างที่มีเพียงแสงสีส้มสลัวจากตะเกียงน้ำมัน บรรยากาศกลับร้อนระอุยิ่งกว่าเปลวไฟ รินรดายืนหลังชนผนังเย็นเฉียบ ลมหายใจหอบกระชั้นด้วยความตื่นตระหนก สายตาของเธอจ้องมองร่างสูงใหญ่ของศิลาที่ก้าวเข้ามาประชิดทีละก้าวอย่างคุกคาม คำพูดทิ้งท้ายของพยัคฆ์จากเหตุการณ์ก่อนหน้ายังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *“ของชิ้นสำคัญชิ้นนี้ ควรจะเป็นของผมตั้งแต่แรกต่างหาก”* แต่วินาทีนี้ ไม่มีใครหน้าไหนเข้าถึงตัวเธอได้ นอกจากวิศวกรเถื่อนผู้ทรงอำนาจคนนี้ที่กำลังแผ่รังสีความหึงหวงและดิบเถื่อนออกมาจนน่ากลัว
"คุณรินรดา..." เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟัน เอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริกด้วยแรงโทสะที่ถูกกดทับ ศิลาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงคืบเดียว กลิ่นอายบุรุษผสมกลิ่นฝนและกลิ่นไอดินรอบตัวเขาโอบล้อมเธอไว้จนแทบ
รินรดาเชิดหน้าขึ้น แม้ภายในใจจะหวั่นไหวจนควบคุมไม่อยู่ เธอยังคงรักษาศักดิ์ศรีของทายาทตระกูลดังไว้ "ถอยไปนะศิลา คุณไม่มีสิทธิ์มาทำท่าทางแบบนี้กับฉัน!"
"ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ?" ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก ก่อนที่มือหนาและหยาบกร้านจากการทำงานหนักจะคว้าหมับเข้าที่เอวคอดกิ่วของเธอ รั้งร่างบางเข้ามาชิดแนบกายอย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว "ไอ้พยัคฆ์มันบังอาจมาประกาศตัวเป็นเจ้าของของผม... และคุณก็ยังยืนฟังมันโดยไม่ยอมปฏิเสธให้เด็ดขาด"
"ปล่อยฉันนะ! ฉันจะคุยกับใครหรือทำอะไร มันก็เรื่องของฉัน!" รินรดาพยายามบิดตัวหนี ฝ่ามือเล็กทุบลงบนอกแกร่งที่แน่นตึงราวกับกำแพงเหล็ก แต่แรงแค่นั้นกลับไม่ได้ทำให้วิศวกรหนุ่มสะเทือนแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้วงแขนแข็งแรงรัดแน่นขึ้น ราวกับงูหลามที่กำลังขดรัดเหยื่อให้จนมุม
ฟ้าแลบแปลบปลาบสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ตามมาด้วยเสียงอสุนิบาตดังสนั่นจนไฟในบ้านดับลงเหลือเพียงความมืดมิดและความเร่าร้อนที่ระอุขึ้นในอก
ในความมืด ร่างทั้งสองแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วดั่งกลองศึก ศิลาโน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่ข้างแก้มสาก นัยน์ตาดุคมในความมืดเปล่งประกายวาวโรจน์ด้วยแรงปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป
"ปากเก่งนักนะ..." ศิราพึมพำชิดริมฝีปากนุ่มที่เผยอขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนที่เขาจะประกบจูบลงมาอย่างไร้ความปรานี
มันไม่ใช่จูบแห่งความอ่อนโยน แต่มันคือการประกาศิตและการลงทัณฑ์ รสจูบดุดัน เร่าร้อน และเรียกร้อง เอาแต่ใจจนรินรดาครางอือในลำคอ สมองของเธอขาวโพลน ร่างกายอ่อนยวบลงทันทีเมื่อริมฝีปากหนารุกไล่ต้อนอย่างชำนาญ มือใหญ่เลื่อนขึ้นไปสอดเข้ากับกลุ่มผมนุ่ม บังคับให้เธอแหงนเงยรับรสจูบที่ลึกล้ำและวาบหวามยิ่งขึ้น ลิ้นร้อนกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ จนเธอต้องจิกปลายนิ้วลงบนไหล่กว้างของเขาเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว
เสียงฝนที่กระหน่ำซัดด้านนอกราวกับช่วยขับเน้นจังหวะหัวใจที่เต้นระรัว ศิลาผละริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้หญิงสาวได้หอบโกยอากาศเข้าปอด ขณะที่สายตายังคงจ้องมองริมฝีปากบวมเจ่อและแดงก่ำของเธอด้วยความพึงพอใจ
"จำไว้... ว่าคุณเป็นของผม รินรดา" เสียงกระซิบพร่าเลือนแต่ทรงอำนาจดังขึ้นชิดใบหู ก่อนที่เขาจะช้อนอุ้มร่างบางขึ้นในวงแขนอย่างง่ายดาย แม้เธอจะร้องประท้วงและทุบไหล่เขาเบาๆ แต่ศิลากลับไม่สนใจ เดินดุ่มๆ พาเธอไปยังห้องนอนส่วนตัว ท่ามกลางบรรยากาศภายนอกที่พายุโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงไร้ความปราณี
เมื่อร่างบางถูกวางลงบนเตียงนอนนุ่ม ศิลาตามทาบทับลงมาทันที น้ำหนักตัวที่กดทับลงมาทำให้รินรคารู้สึกถึงแรงดึงดูดอันมหาศาลที่ไร้ทางหนี มือใหญ่กอบกุมมือเรียวทั้งสองข้างตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ขณะที่มืออีกข้างเริ่มลูบไล้ไปตามเรือนร่างอรชรผ่านเนื้อผ้าบางเบา สัมผัสร้อนผ่าวจากฝ่ามือของเขาทำให้ผิวเนื้อของเธอสั่นสะท้าน ขนลุกเกรียวไปทั่วร่าง
"ศิลา... อย่า..." เสียงหวานเอ่ยปรามอย่างอ่อนแรง ดวงตาคู่สวยฉายแวววอนขอระคนหวาดหวั่น แต่มันกลับยิ่งปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวชายหนุ่มให้พุ่งพล่านถึงขีดสุด
"สายไปแล้วครับ..." ศิลาโน้มตัวลงกระซิบชิดริมหางตาที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส "ในเมื่อพายุข้างนอกมันรุนแรง... เรามาพิสูจน์กันดีกว่า ว่าข้างในนี้ ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของเรือนร่างและหัวใจของคุณ"
ริมฝีปากร้อนผ่าวพรมจูบซับหยาดน้ำตาและไล่ลงมาที่ซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มเบาๆ จนรินรดากรีดร้องครางออกมาด้วยความเสียวซ่านสะท้านทรวง แรงอารมณ์ที่ถักทอด้วยความหึงหวง ความโกรธ และเสน่หาอันล้ำลึกหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ค่ำคืนนี้ไม่มีทางรอดสำหรับเธอ มีเพียงเปลวเพลิงแห่งความเร่าร้อนที่แผดเผาทั้งสองร่างให้หลอมละลายไปพร้อมกับเสียงคำรามของพายุฝนข้างนอก...
ทว่า ในขณะที่บทเพลงแห่งความเสน่หากำลังบรรเลงถึงจุดที่เร่าร้อนและลึกซึ้งที่สุด เสียงเคาะประตูกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรงจากด้านนอกก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงฝน พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อศิลาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและคุ้นเคยเป็นอย่างดี—เสียงของพยัคฆ์!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความเร่าร้อนครั้งนี้นะครับ
วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ•ตอนที่ 10
คืนพายุโหม
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!