กลิ่นควันจาง ๆ ที่ยังลอยวนอยู่เบื้องล่างจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ ไม่ได้ทำให้ความตึงเครียดภายในห้องทำงานกว้างขวางลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ศิลายังคงยืนค้ำโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็ง นัยน์ตาดาร์กคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ยังมอดไหม้ไม่สนิท ขณะที่รินรดายืนตัวตรง ไหล่บางห่อเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อปกปิดความสั่นเทาจากความตกใจที่เพิ่งผ่านพ้นไป หัวใจของเธอยังเต้นกระหน่ำรัวรากลองศึก แต่วิญญาณนักสู้ในฐานะทายาทคนเดียวของตระกูลไม่ยอมให้เธอก้มหัวลงให้เขาเห็นความอ่อนแอเด็ดขาด
"คุณควรจะพักผ่อนได้แล้วครับ คุณรินรดา" ศิลาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าทรงอำนาจจนคนฟังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมา
"ฉันยังไหวค่ะ... เอ๊ย... ฉันยังไหวครับ" รินรดากัดฟันแก้คำพูดเกือบไม่ทันเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพวกเขากำลังเล่นละครตบตาคนงานและผู้ช่วยที่อาจจะเดินตรวจตราอยู่ด้านนอก ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ภาพลักษณ์ "นายจ้าง" และ "ลูกน้องคนสนิท" หรือ "วิศวกรคุมไร่" คือเกราะป้องกันเดียวที่เหลืออยู่
ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหนา เขาเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาใกล้เธอทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับสร้างแรงสั่นสะเทือนในอกของหญิงสาวราวกับสัตว์ป่ากำลังต้อนเหยื่อเข้ามุม
"ไหวหรือครับ? ดูท่าทางคุณสั่นเสียจนผมเกรงว่าเก้าอี้ตัวนี้จะรับน้ำหนักความหวาดกลัวของคุณไม่ไหวเอาเสียนะ" เขากระซิบด้วยน้ำเสียงกระด้าง ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่พยายามกดทับเอาไว้ภายใต้หน้ากากของความเป็นมืออาชีพ
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยืดอกขึ้นสู้ ปลายนิกจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อเรียกสติ "ฉันไม่ได้กลัวไอ้พวกโจรลิ้นห้อยของพยัคฆ์หรอกค่ะ... เอ๊ย... ของพยัคฆ์หรอกครับ! ฉันแค่... แค่กำลังประเมินความเสียหายของไร่ที่เราต้องรับผิดชอบต่างหาก"
"ปากดีไม่เปลี่ยน..." ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนเธอได้กลิ่นอายบุหรี่ผสมกลิ่นอายเหงื่อจาง ๆ จากตัวเขา มันเป็นกลิ่นที่เธอทั้งเกลียดชังและคุ้นเคยอย่างประหลาด "แต่ในฐานะที่ผมเป็นวิศวกรผู้ดูแลความปลอดภัยของที่นี่ทั้งหมด ผมมีหน้าที่ต้อง ‘ปกป้อง’ ทรัพย์สินทุกชิ้น... รวมทั้งตัวคุณด้วย ตามคำสั่งของบอร์ดบริหาร"
คำว่า "ปกป้อง" และ "ทรัพย์สิน" ถูกเน้นเสียงด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน รินรดารู้สึกเหมือนเลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาด้วยความโกรธ เธอมองสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว "ฉันไม่ใช่สิ่งของในไร่นะคะ... ไม่ใช่สิ่งของของใครทั้งนั้น!"
"ถ้าไม่ใช่... ทำไมตัวคุณถึงสั่นทุกครั้งที่ผมเข้าใกล้ล่ะครับ คุณรินรดา" ศิลาเอื้อมมือออกไปอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วหยาบกร้านลากไล้ผ่านกรอบหน้าเนียนนุ่มของเธอแผ่วเบา สัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความคุกคามและรุนแรงจนรินรดาสะดุ้งเฮือก เธออยากจะปัดมือนั้นออกไปให้พ้นหน้า แต่ร่างกายเจ้ากรรมกลับแข็งทื่อราวกับถูกสะกดด้วยมนต์ดำแห่งเสน่หาที่เขาเป็นผู้ร่าย
ในจังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกัน ตามด้วยเสียงทุ้มของสมุนมือขวาที่หน้าห้อง
"หัวหน้าครับ! พวกลูกน้องรายงานมาว่าเจอหลักฐานรอยเท้าของคนจากค่ายฝั่งนู้นแถวแนวรั้วทิศใต้ครับ จะให้ผมสกัดดาวรุ่งตามมันไปเลยไหมครับ"
ศิลาละสายตาจากใบหน้าที่แดงก่ำของหญิงสาวอย่างไม่เต็มใจนัก เขาสบถเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะถอยห่างออกมาสองก้าว จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็นดังเดิม ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเขากับหญิงสาวตรงหน้า
"ไม่ต้อง..." ศิลาตอบกลับเสียงดังฟังชัดผ่านบานประตู "ปล่อยให้มันกลับไปรายงานเจ้านายมันก่อน เราจะยังไม่เล่นเกมรุกตอนนี้... รอจังหวะที่มันตายใจค่อยจัดการทีเดียว เข้าใจนะ"
"รับทราบครับหัวหน้า!" เสียงฝีเท้าของลูกน้องเดินลับหายไปจากระเบียงทางเดิน
ภายในห้องกลับมาเงียบงันอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศกลับยิ่งทวีความอึดอัดและร้อนระอุขึ้นกว่าเดิม รินรดายกมือขึ้นลูบแก้มข้างที่เพิ่งถูกปลายนิ้วของเขาแตะต้อง ผิวเนื้อบริเวณนั้นยังร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลวก เธอมองชายหนุ่มที่ยืนหันหลังให้ จัดเอกสารบนโต๊ะด้วยท่าทางนิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"คุณควรกลับไปพักที่เรือนพักได้แล้วครับ... ริน" เขาเอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันนุ่มนวลขึ้นจนเกือบเป็นกระซิบ ทว่าเด็ดขาดพอที่จะไม่อนุญาตให้มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น
รินรดากัดริมฝีปากแน่น เธออยากจะเถียง อยากจะตะโกนใส่หน้าเขาให้สมกับความอัดอั้นตันใจ แต่ศักดิ์ศรีและสถานการณ์บังคับให้เธอทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับอย่างจำยอม เธอก้าวเดินผ่านเขาไปช้า ๆ สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายแกร่งที่แผ่เข้ามาปะทะผิวกายจนขนลุกซู่
ทว่า ก่อนที่มือเรียวจะเอื้อมไปจับลูกบิดประตูเพื่อเปิดออกไป ศิลาก็เคลื่อนตัวมาประชิดด้านหลังอย่างรวดเร็วราวกับภูตผี ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนเธอยืนแทบไม่อยู่ มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมไปทาบบานประตูขวางทางหนีไว้ ส่วนอีกข้างคว้าเอวบางเข้าหาตัวแนบชิดแผ่นอกกว้างอย่างไร้ช่องว่าง
"อย่าลืมนะครับว่าพรุ่งนี้... เรายังมีงานใหญ่ที่ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยกันอีกยาวนาน..." เสียงกระซิบแหบพร่าดังอยู่ข้างใบหู พร้อมกับริมฝีปากหยักที่แตะลงบนลาดไหล่ผ่านเนื้อผ้าแผ่วเบา ทำเอาสติสัมปชัญญะของเธอหลุดลอยไปชั่วขณะ
รินรดายืนหลับตาลงด้วยความสั่นสะท้าน หัวใจเต้นระรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก ความอึดอัดที่แสนหวานนี้กำลังกัดกินวิญญาณของเธอทีละน้อย และเธอก็รู้ดีว่าตนเองกำลังเดินเข้าสู่หลุมพรางที่เขาขุดเอาไว้ด้วยความเต็มใจ
แต่ทว่า... ในวินาทีที่เธอกำลังจะพ่ายแพ้ให้กับสัมผัสนั้น เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงตะโกนตื่นตระหนกของลูกน้องคนเดิมที่ทำให้ทั้งสองคนต้องผละออกจากกันแทบไม่ทัน
"หัวหน้าครับ! แย่แล้วครับ! มีแขกไม่ได้รับเชิญคนสำคัญ... กำลังเดินตรงมาที่เรือนใหญ่ตอนนี้เลยครับ!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเร่าร้อนและอุปสรรคอันบีบคั้นหัวใจนี้ไปด้วยกันนะครับ
วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ•ตอนที่ 13
ความอึดอัดที่แสนหวาน
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!