วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ•ตอนที่ 12

รุ่งอรุณหลังพายุ

ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
กลิ่นไอดินชื้นฝนผสมกับคราบเขม่าดินปืนยังคงอบอวลอยู่ในอากาศยามวิกาล เมื่อเงาร่างของพยัคฆ์ถูกความมืดกลืนหายไปหลังเสียงคำรามก้องของเครื่องยนต์กระบะแต่งซิ่ง ศิลาไม่ได้ไล่ตาม เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ใต้แสงไฟนีออนสีส้มสลัวหน้าเรือนพักคนงาน แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีย์จ้องมองรอยล้อรถที่สลักลงบนพื้นถนนลูกรังด้วยความรู้สึกที่เดือดดาลจนแทบแผดเผา แต่สิ่งที่ดึงดูดสติของเขาให้กลับมาไม่ใช่ศัตรูเก่า หากแต่เป็นความอบอุ่นอันสั่นเทาที่แนบชิดอยู่เบื้องหลัง รินรดายังคงยืนกำชายเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น มือเรียวบางที่เคยหยิบจับปากกาเซ็นสัญญาธุรกิจมูลค่าร้อยล้านบัดนี้ชื้นเหงื่อ ความเย่อหยิ่งและทระงงตนที่เธอเคยพกติดตัวมาด้วยตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบไร่อ้อยแห่งนี้ บัดนี้มันแหลกละเอียดลงเหลือเพียงความตื่นตระหนกและหัวใจที่เต้นรัวราดรดแผ่นหลังของเขา "มันจบแล้วครับ... คุณหนู" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำทุบกระด้าง ทว่าแฝงกระแสความอ่อนโยนประหลาดที่เขาเองก็แทบไม่คุ้นชิน เขากลับตัวช้าๆ สายตาคมปلاบกวาดสำรวจเรือนร่างระหงที่สั่นเทิ้มด้วยความกลัวผสมผสานกับความโกรธ รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตากลมโตคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจ เธอกัดริมฝีปากจนห่อเลือด พยายามดึงศักดิ์ศรีเฮือกสุดท้ายกลับคืนมาด้วยการผลักอกแกร่งของเขาออกเบาๆ "ปล่อยฉัน... ศิลา คุณไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องตัวฉันแบบนี้" น้ำเสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือ ศิลาไม่ยอมถอย เขากลับสาวเท้าเข้าประชิด ร่างสูงใหญ่กักขังเธอไว้ระหว่างผนังไม้สักทองกับแผงอกกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจากสนามชีวิต กลิ่นกายสาวหอมกรุ่นปะปนกับกลิ่นเหงื่อกาฬและบรรยากาศอันตึงเครียดรอบตัว ปลุกสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัววิศวกรหนุ่มให้ตื่นขึ้นอย่างเต็มพิกัด "ไม่มีสิทธิ์เหรอครับ?" ศิลาส지มลงมองริมฝีปากสั่นระริกนั้นด้วยสายตาที่ร้อนแรงราวกับเปลวเพลิงเผาไร่อ้อย "เมื่อกี้เกือบเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่... ถ้าผมมาไม่ทัน ป่านนี้คุณคงไปนั่งตัวสั่นอยู่ใต้ร่างของไอ้พยัคฆ์มันไปแล้ว คิดเหรอครับว่าคุณยังมีสิทธิ์มาต่อรองอะไรกับผมอีก" คำพูดเจ็บแสบและจริงจังนั้นทำให้รินรดาสะอื้นฮัก เธอเงยหน้าขึ้นตบเข้าที่ใบหน้าคมสันของเขาเต็มแรง! *เพี๊ยะ!* เสียงตบดังสนั่นท่ามกลางความเงียบงัน ศิลาหน้าหันไปตามแรงอารมณ์ แต่เขากลับไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยว ทว่าเขากลับหันกลับมาหาเธอช้าๆ นัยน์ตาดาร์กคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยไฟแห่งเสน่หาที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มเยาะ "มือหนักดีนี่ครับ... งั้นแสดงว่าแรงยังเหลือ" ไม่รอให้หญิงสาวได้ตั้งตัว ศิลาคว้าข้อมือเรียวทั้งสองข้างรวบไว้ด้วยมือข้างเดียวแล้วกดตรึงไว้เหนือศีรษะอย่างง่ายดาย ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะพุ่งเข้าประกบปิดเรียวปากอิ่มที่กำลังจะอ้าเอ่ยคำด่าทอ กลีบปากนุ่มถูกบดขยี้ด้วยความเร่าร้อน ดิบเถื่อน และเปี่ยมไปด้วยแรงปรารถนาที่สะกดกลั้นมานานนับแรมเดือน รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอดิ้นรนสุดกำลัง พยายามเบือนหน้าหนีและทุบตีอกแกร่งเพื่อประท้วง แต่เรียวแรงอันน้อยนิดของเธอกลับไม่ต่างอะไรกับการลูบไล้บนแผ่นเหล็กกล้า รสจูบที่เริ่มต้นด้วยความดุดันและเอาแต่ใจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ รุกไล่ ลึกซึ้ง และละมุนละไมจนน่ากลัว ลิ้นร้อนกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปาก นำพาให้สติสัมปชัญญะของหญิงสาวหลอมละลายกลายเป็นจุล ความโกรธแค้นแปรเปลี่ยนเป็นความสั่นสะท้านที่วิ่งพล่านไปทั่วทุกเส้นประสาท เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มอ่อนระทวย ศิลาจึงผ่อนแรงที่ข้อมือลง ปล่อยให้มือเรียวเป็นอิสระ แต่ทว่า... รินรดาไม่ได้ผลักเขาออกอีกต่อไป เรียวแขนเนียนกลับยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของเขาโดยไม่รู้ตัว นิ้วมือจิกทึ้งเส้นผมหยักศกของเขาเพื่อระบายความวาบหวามที่กำลังแผดเผาร่างกาย ลมหายใจหอบกระชั้นประสานกันเป็นจังหวะเดียวท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน ศิลาช้อนอุ้มร่างบางขึ้นแนบอกอย่างง่ายดาย รินรดาผวาเฮือก เรียวขาเกี่ยวสะโพกสอบของเขาไว้ตามสัญชาตญาณ วิศวกรหนุ่มก้าวเท้าเดินเข้าสู่ห้องนอนส่วนตัว ปิดประตูลงกลอนแน่นหนาด้วยศอกข้างหนึ่ง ก่อนจะวางเธอลงบนเตียงนอนกว้างอย่างทะนุถนอมท่ามกลางความรุ่มร้อนที่ไร้การควบคุม แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างกระทบเรือนร่างที่บิดเร้าด้วยแรงปรารถนา ศิลาทาบทับลงไป ร่างกายกำยำเบียดชิดแนบแน่นกับสัดส่วนอ้อนแอ้น ทุกสัมผัสที่เขาลูบไล้ผ่านผิวเนื้อเนียนละเอียดสร้างความสั่นสะท้านให้แก่รินรดาจนเธอต้องแอ่นอกรับสัมผัสด้วยความลืมตัว เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดริมฝีปากเมื่อฝ่ามือหยาบกร้านลูบไล้ลงตามแนวโค้งเว้า ปลุกเร้าอารมณ์รักให้ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด ความสัมพันธ์ที่เคยมีแต่กำแพงแห่งความหวาดระแวง บัดนี้ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันด้วยไฟปรารถนาอันเร่าร้อน รสสัมผัสที่ทั้งดิบเถื่อนและลึกซึ้งดำเนินไปอย่างไร้ขีดจำกัด ทุกหยาดเหงื่อและเสียงหอบหายใจคือเครื่องยืนยันว่า บัดนี้ไม่มีใครยอมใครอีกต่อไป มีเพียงสัญชาตญาณแห่งความเสน่หาที่ครอบงำพวกเขาทั้งคู่ไว้ในหุบเหวแห่งราคะที่ไม่มีทางปีนป่ายขึ้นมาได้ กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านพ้นไป ความเงียบสงบยามรุ่งอรุณเริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่ แสงสีเงินจางๆ ของวันใหม่เริ่มทาบทับขอบฟ้า รินรดานอนซบอยู่บนแผงอกเปลือยเปล่าของศิลา ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอแสดงถึงความอ่อนเพลียจากการศึกรักอันยาวนานตลอดค่ำคืน ศิลานอนลืมตาโพรงในความมืด มือหนาลูบไล้เส้นผมยาวสลวยของหญิงสาวอย่างครุ่นคิด ดวงตาคมกริบมองเพดานด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน แต่แล้ว... ความสงบสุขชั่วครู่ก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่ดังขึ้นบริเวณหน้าเรือนพัก ตามด้วยเสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหว *ปัง! ปัง! ปัง!* "นายช่างใหญ่! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เสียงตะโกนของหัวหน้าคนงานดังลั่นด้วยความตื่นตระหนก "ทุ่งอ้อยแปลงสาม... ถูกลอบวางเพลิง ไฟกำลังลามไหม้ไร่ทั้งหมดแล้วครับนาย!" ศิลาผุดลุกขึ้นนั่งทันที นัยน์ตาดาร์กคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ระเบิดออกมายิ่งกว่าไฟในไร่ รินรดาสดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นประกายไฟสีส้มสะท้อนผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามา ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความเร่าร้อนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%