กลิ่นควันไฟและเศษซากตออ้อยที่ยังคุรุ่นคุกกรุ่นอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามวิกาล บ่งบอกชัดเจนว่าความเสียหายในแปลงสามเมื่อคืนไม่ใช่แค่ความซวยจากอุบัติเหตุ แต่เป็นการจงใจหยิบฉวยไฟมาเผาทำลายอนาคตของไร่ศิลาทนต์
"พวกมันเริ่มเล่นนอกเกมแล้ว... คุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำดุดันดังขึ้นในความมืดของห้องทำงานกระจกเงา ศิลายืนพิงขอบโต๊ะทำงานไม้สักทอง แสงไฟสีส้มจากตะเกียงโต๊ะสาดกระทบใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยเคราครึ้ม แววตาของเขาคมกริบราวกับพญาอินทรีที่กำลังจ้องเหยื่อ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิร์ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นตึงและรอยแผลเป็นจางๆ ที่ผ่านศึกเหนือเสือใต้มาโชกโชน
รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด หญิงสาวในชุดกางเกงยีนส์ลุยงานและเสื้อเชิร์ตพับแขนลวกๆ ยืนกอดอกพิงผนังตรงข้าม ดวงตาคู่สวยฉายแวววาวโรจน์ด้วยความโกรธขึงและดื้อรั้น เธอไม่ยอมหลบสายตาคุกคามนั้นแม้แต่น้อย
"ฉันรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้... พยัคฆ์ใช่ไหม?" รินรดาเค้นเสียงถาม ร่างเพรียวระหงก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน มือเรียวตบลงบนพื้นไม้เสียงดังลั่น "มันต้องการบีบให้ฉันขายหุ้นส่วนที่เหลือให้มัน เพื่อที่มันจะได้ฮุบไร่นี้ไปครอบครอง!"
ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและทรงพลังจนทำให้บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลงวูบหนึ่ง ร่างสูงขยับตัวเข้าหาช้าๆ ทว่าเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล เขาก้าวเข้ามาใกล้จนรินรดาต้องเผลอถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่แผ่นหลังของเธอกลับชนเข้ากับชั้นวางเอกสารอย่างจัง ไม่มีทางหนี
"ฉลาดดีนี่... แต่รู้แล้วไงล่ะครับ?" ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นอายบุรุษเพศพุ่งปะทะจมูกเธอ รินรดาใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก "ในเมื่อพวกมันกล้าเข้ามาเผาบ้านหลังนี้ของเรา แปลว่าพวกมันไม่กลัวหัวตออย่างผม... และแปลว่า ต่อไปนี้คุณต้องอยู่ใกล้ผม ห้ามไปไหนตามลำพังเด็ดขาด"
"ฉันไม่ใช่เด็กๆ นะศิลา! ฉันดูแลตัวเองได้!" รินรดาเชิดหน้าเถียง แม้หัวใจจะสั่นไหวกับความใกล้ชิดอันตรายนี้ "และเราไม่ได้อยู่ 'ร่วมกัน' ฉันแค่มาสืบเรื่องไร่ของพ่อฉัน!"
"หึ..." ศิลาวางมือข้างหนึ่งทาบลงบนชั้นวางเอกสารเหนือหัวเธอ กักขังร่างบางไว้ในวงแขนแกร่ง แววตาคมกริบมองสำรวจเรือนร่างเย้ายวนที่กำลังสั่นน้อยๆ ด้วยความตื่นตระหนก "ปากเก่งจังนะครับ... แต่ตอนที่ยืนมองกองไฟไหม้เมื่อคืน ใครกันที่ตัวสั่นจนแทบจะร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนผม?"
คำพูดนั้นจี้ใจดำจนรินรดาหน้าแดงก่ำ เธอยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเพื่อถอยห่าง แต่สัมผัสนั้นกลับเหมือนการเชื้อเชิญให้เสือร้ายตะปบเหยื่อ ศิลาคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้ด้วยมือเดียว รวบมันขึ้นเหนือหัวด้วยแรงที่เหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงกระซิบชิดริมฝีปากนุ่ม
"อยากรู้ไหมล่ะครับว่าพยัคฆ์มันซ่อนตัวอยู่ที่ไหน... แต่คุณต้องแลกด้วยความเชื่อฟัง"
กลิ่นกายเร่าร้อนและแรงดึงดูดดิบเถื่อนแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวร้อนผ่าว รินรดารู้สึกเหมือนสติกำลังจะหลุดลอย ร่างกายของเธอยอมจำนนต่อสัมผัสอันทรงอำนาจนี้ทุกครั้ง ศิลาไล้ปลายนิ้วหยาบกร้านขึ้นตามแนวคางมน ปัดปอยผมที่เคลียแก้มออกอย่างเบามมือ สัมผัสที่ขัดแย้งกับบุคลิกดิบเถื่อนทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
"ศิลา... ปล่อยนะ..." เสียงประท้วงเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ ไร้ซึ่งพลังจะต่อต้าน
ศิลาไม่ฟังคำทททานนั้น ริมฝีปากหนาประกบจูบลงมาบนเรียวปากอิ่มทันที บดขยี้ด้วยความเร่าร้อนและหิวกระหาย รสจูบที่ทั้งดุดันและเอาแต่ใจทำให้รินรดาลืมสิ้นทุกสิ่ง ความโกรธแค้นเรื่องไร่ถูกหลอมละลายกลายเป็นความวาบหวามที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูผิว มือหนาอีกข้างเลื่อนลงมาโอบกระชับเอวคอดกิ่ว รั้งร่างบางให้แนบชิดติดกับแผงอกแกร่งอย่างไร้ช่องว่าง
สัมผัสของความปรารถนาอันรุนแรงจุดประกายขึ้นในห้องทำงานมืดทึบ ลมหายใจหอบกระชั้นของทั้งคู่ประสานกันเป็นจังหวะเดียว ศิลาผริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้รินรดาได้สูบฉีดอากาศเข้าปอด ขณะที่สายตายังคงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววปรารถนาไม่แพ้กัน
"คืนนี้... เราจะไปเยี่ยมไอ้พยัคฆ์กัน" ศิลาเอ่ยเสียงพร่า ริมฝีปากหยักลึกยังคงคลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียน "แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น... เรามาเคลียร์บัญชีของเราให้เรียบร้อยเสียก่อนนะครับ"
ร่างสูงรวบตัวเธอขึ้นอุ้มแนบอกด้วยพละกำลังอันมหาศาล รินรดาอุทานเบาด้วยความตกใจแต่ก็จำต้องเกาะไหล่กว้างไว้แน่น ปลายทางไม่ใช่เก้าอี้ทำงาน แต่เป็นโซฟาหนังแท้ตัวใหญ่ในมุมห้องที่มืดสลัว
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของศิลาจะโน้มลงมาสัมผัสเธอบนโซฟา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูกระจก พร้อมกับเสียงเคาะประตูรัวเร็วกระชากขวัญ
"นายครับ! แย่แล้วครับนาย!" เสียงลูกน้องคนสนิทตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก "โกดังเก็บปุ๋ยแปลงใหญ่... ถูกระเบิดเสียหายยับเยิน ตอนนี้ไฟกำลังลามไปถึงแปลงอ้อยฝั่งตะวันตกแล้วครับ!"
ศิลาชะงักกึก ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในทันที แววตาดุดันเปลี่ยนเป็นสีเพลิงแห่งความเหี้ยมเกรียมในชั่วพริบตา รินรดาลุกขึ้นยืนตาม หน้าซีดเผือดเมื่อตระหนักว่านี่ไม่ใช่แค่การข่มขู่ธรรมดาเสียแล้ว
ศิลาหันมามองหน้าเธอด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและเย็นยะเยือก ก่อนจะคว้าปืนพกสีดำสนิทขึ้นมาเหน็บข้างเอว
"อยู่แต่ในนี้... อย่าออกไปไหนเด็ดขาด" เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่ไม่อาจขัดขืน แล้วหมุนตัวก้าวพรวดพราดเปิดประตูหายออกไปในความมืดทันที
รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น... เมื่อเสียงฝีเท้าของศิลาเงียบหายไป เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่งก็ดังขึ้นแผ่วเบาที่นอกหน้าต่างกระจกด้านหลังห้องทำงาน
เงาร่างดำทะมึนของใครบางคนกำลังทาบทับอยู่หลังผ้าม่าน พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ส่งตรงเข้ามาถึงโสตประสาทของเธอ...
*“สวัสดีครับ คุณรินรดา... นายศิลาไม่ได้บอกคุณใช่ไหมครับ ว่าใครคือคนสั่งเผาตัวจริง?”*
---
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความระอุนี้ไปด้วยกัน — *ธานินทร์แดนเถื่อน*)
วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ•ตอนที่ 16
ศัตรูในเงามืด
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเถื่อนกับเรือนกายที่ต้องพินาศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!